เมื่อรัฐปิดปากประชาชนด้วยคดีความ การคุกคามการเรียกร้องและละเมิดสิทธิพลเมือง





ทีมงาน

(ขอบคุณภาพ พชร คำชำนาญ)

ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงรัฐบาลพลเรือนของแพทองทองธาร ชินวัตร ภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวตลอดจนนักการเมืองที่เรียกร้องสิทธิให้ประชาชนนอกสภา ต่างเป็นเหยื่อของการดำเนินคดีโดยรัฐแทบทั้งสิ้น ในกรณีของภาคประชาชนส่วนมากถูกดำเนินคดีตาม พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พรก. ฉุกเฉินฯ) จากการเคลื่อนไหวช่วงโควิด-19 และ พรบ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 (พรบ. ชุมนุมฯ) จากการชุมนุมใกล้ศูนย์กลางอำนาจอย่างทำเนียบรัฐบาล หรือบางครั้งก็ถูกคดีหมิ่นประมาท หลายฝ่ายถือว่าการดำเนินคดีกับประชาชนลักษณะนี้ว่าเข้าข่ายการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPP) หรือ “การฟ้องปิดปาก”
.
ทีมงานสมาชิกวุฒิสภา เทวฤทธิ์ มณีฉาย มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมเสวนา “การฟ้องคดีโดยรัฐ: การปิดปากขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นเวทีที่ภาคประชาชน นักวิชาการ และภาคการเมือง ได้ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการฟ้องคดีโดยรัฐ และส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อประณามการฟ้องคดีปิดปาก
.
การเสวนาเริ่มต้นด้วย ผศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อภิปรายในหัวข้อ “การฟ้องคดีโดยรัฐ การคุกคามสิทธิพลเมืองต่อประชาชน” โดยชี้ว่าการชุมนุมเป็นเสรีภาพที่คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตราบใดที่ทำโดยสงบและปราศจากอาวุธ การมี พรบ. ชุมนุมฯ ก็ต้องมีไว้ส่งเสริมสิทธิของประชาชนมากกว่าเอาไว้จำกัดขอบเขต รัฐบาลมักใช้กฎหมายเพื่อฟ้องผู้ชุมนุม แต่หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริงจังเพียงพอประชาชนก็คงไม่ต้องมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล
.
พรบ. ชุมนุมฯ ถือหลักพื้นฐานว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต หากต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก็อาจห้ามได้ เท่ากับไม่ใช่สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป แต่เจ้าหน้าที่ก็มักกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เรื่องเครื่องขยายเสียง ทำให้คนไม่อยากไปแจ้งชุมนุม และยังมีโทษทางอาญาแก่ผู้แจ้งชุมนุมอีกด้วย และยังมีข้อกำหนดอื่น ๆ เพิ่มเติมที่เป็นปัญหา
.
ขณะเดียวกันปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ม.25 อ้างว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้เขียน ซึ่งฟังดูดี แต่มีต่อท้ายว่า “ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่อยู่ในกฎหมายความมั่นคง ไม่ใช่หมวดสิทธิเสรีภาพ การอ้างว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นจึงไม่มีความหมาย และคำถามคือที่ว่ากระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยนั้นใครจะเป็นผู้ตีความ ส่วนที่กำหนดไว้ว่าต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่นนั้นถูกต้องตามหลักการแล้ว
.
สุดท้ายเรื่องการฟ้องปิดปากนั้นบริษัทขนาดใหญ่มักกระทำกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ตน เพราะบริษัทใหญ่มีเงินมากทำให้ได้เปรียบ ส่วนภาครัฐเองก็มีตำรวจ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหน่วยราชการใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และตำรวจก็เป็นผู้ตั้งข้อหาตาม พรบ. ชุมนุมฯ ทำให้ พรบ. นี้ใช้เป็นเครื่องมือปิดปากของรัฐได้ พรบ. ฉบับนี้ประกาศใช้มาเป็น 10 ปีแล้วจึงต้องทบทวน และต้องทำให้ตำรวจเป็นตำรวจของประชาชน ไม่ใช่เป็นของฝ่ายการเมือง มิฉะนั้นใครมามีอำนาจทางการเมืองก็ใช้ตำรวจได้
.
[ภาคประชาชนสะท้อนปัญหา ร้องยกเลิก พรบ.ชุมนุมฯ]
.
ถัดมาเป็นวงเสวนาวงแรกในหัวข้อ “เมื่อกฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคาม: เมื่อการเคลื่อนไหวกลายเป็นความผิด ปากคำผู้ถูกฟ้องคดี มุมมองและข้อเสนอนโยบาย” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่าย We Fair จรัสศรี จันทร์อ้าย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ธนพร วิจันทร์ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน สุนทร บุญยอด ตัวแทนแรงงานยานภัณฑ์ ดำเนินรายการโดย พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
.
จรัสศรีกล่าวถึงการถูกดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวโดยเผยว่า เครือข่ายของตนเคลื่อนไหวเพราะได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐเกี่ยวกับป่าที่ออกกฎหมายโดยไม่เห็นหัวประชาชน ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วจนถึงรัฐบาลแพทองธาร แต่รัฐก็ใช้คำสั่งให้ยุติการชุมนุมของแรงงานยานภัณฑ์มาใช้กับกลุ่มของตนด้วย ตำรวจปิดหัวท้ายถนน พี่น้องมุสลิมต้องออกไปหาอาหารก็ถูกปิดกั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุม
.
การแจ้งคดีเป็นการปิดปากประชาชนที่มีสิทธิในการแสดงออกถึงปัญหาที่รัฐกระทำ พรบ. ชุมนุมฯ จำกัดสิทธิให้ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ตนเป็นคนเชียงใหม่แต่ถูกแจ้งคดีที่ สน. ดุสิตทำให้เดินทางลำบากมาก เสียเวลาใช้ชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ควรเกิดคดีพวกนี้กับประชาชนอีก เราจึงเสนอให้ยกเลิก พรบ. ชุมนุมฯ เพราะสร้างปัญหาให้การแสดงออกของประชาชน ถ้ามีการกระจายอำนาจและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ๆ ก็ไม่ต้องมาชุมนุม เพราะที่ผ่านมาท้องถิ่นไม่เคยแก้ปัญหาได้เลย เพราะอำนาจไม่อยู่ที่ท้องถิ่น แม้แต่ผู้ว่าฯ ก็อ้างว่าตนเองเป็นแค่ไปรษณีย์ที่จะส่งสารถึงนายกฯ อำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางและไม่เคยกระจายออกไป หากท้องถิ่นแก้ปัญหาได้ก็ไม่ต้องมาชุมนุมในระยะ 50 เมตรรอบทำเนียบฯ
.
การออกกฎหมายต้องคำนึงถึงประชาชน ตนอาศัยในเขตป่า ไม่ควรมีกฎหมายให้ออกจากป่า แต่ควรมีกฎหมายที่ให้เราใช้ทรัพยากรของเราได้ หากนายกฯ ไม่สามารถบังคับข้าราชการให้ทำงานได้ก็เท่ากับไม่มีอำนาจจริง ๆ ปัญหาของสหพันธ์ฯ เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรฯ แต่รัฐบาลกลับสั่งข้าราชการไม่ได้ แม้จะเคยรับปากกับประชาชนไปแล้วกลับใช้เวลา 2 เดือนเพื่อออกคำสั่ง ทุกอาชีพได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐเยอะมาก นอกจากเรื่องป่าแล้วราคาพืชผลก็ตกต่ำ อีกหน่อยก็คงต้องฟ้องทุกคนที่มาชุมนุมในระยะ 50 เมตรจากทำเนียบฯ
.
ขณะที่ตัวแทนแรงงานยานภัณฑ์อย่างสุนทรกล่าวว่า คนอาจถามว่าเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างจึงไม่เรียกร้องจากนายจ้างแต่มาเรียกร้องกับรัฐบาล เพราะนายจ้างไม่จ่ายเงินเราสักบาทเดียว เราจึงชุมนุมตั้งแต่ปี 2567 พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บอกว่าเมื่อเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยทันที แต่นายจ้างก็ไม่จ่าย จึงร้องเรียนตั้งแต่แรงงานจังหวัดขึ้นมาถึง รมว. แรงงาน แต่รัฐกลับไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เมื่อหมดหนทางที่จะร้องเรียนในระดับจังหวัดจึงเข้าสู่ทำเนียบฯ เพราะนายกฯ และ รมว. ทุกคนอยู่ที่นี่
.
ในการชุมนุมที่ทำเนียบฯ ครั้งแรกนั้นพวกตนไม่ได้แจ้งการชุมนุม ตำรวจจึงเตรียมการไม่ทัน แต่เมื่อใดที่มาตามเรื่องแล้วแจ้งชุมนุมก็จะถูกตำรวจขัดขวางทุกครั้ง หลังจากนั้นจึงเจรจาขอเข้าไปชุมนุมในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) แทน ซึ่ง ตำรวจก็ยอม ทั้งนี้ทุกครั้งที่ตำรวจรู้ว่าจะมีการชุมนุมจะกั้นแผงเหล็กที่สะพานชมัยมรุเชฐทุกครั้ง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 พี่น้องขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) มาชุมนุมแต่เข้าไม่ได้ เราซึ่งอยู่ด้านในรั้วจึงออกไปรับ ผลคือโดนคดี พรบ. ชุมนุมฯ ไป 4 คน สรุปแล้วโดนคดีอาญาจากการชุมนุมที่ข้างทำเนียบฯ และยังโดนคดีแพ่งที่เจ้าของโรงงานฟ้องร้องจากการชุมนุมที่โรงงานใน จ.สมุทรปราการ อีก 50 ล้าน
.
ก่อนหน้าจะมี พรบ. ชุมนุมฯ มี พรบ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งบอกว่าถ้าจะหยุดงานต้องแจ้งก่อน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าจะชุมนุมนอกเวลางาน เช่น ชุมนุมสักครึ่งชั่วโมงช่วงพักเที่ยงหรือช่วงเลิกงานนอกโรงงานก็สามารถทำได้ แต่เมื่อมี พรบ. ชุมนุมฯ แล้วก็กลับต้องแจ้ง พรบ. ชุมนุมฯ ด้วย ทั้ง ๆ ที่ชุมนุมไม่นาน ซึ่งซ้ำซ้อนยุ่งยาก หากไม่มี พรบ. ชุมนุมฯ เราก็ใช้สิทธิตาม พรบ. แรงงานสัมพันธ์ได้อยู่แล้ว พี่น้องที่ไม่ใช่แรงงานก็สามารถชุมนุมได้ตามปกติ หากทำผิดก็ฟ้องอาญาไป ตนเสนอให้ยกเลิก พรบ. ชุมนุมฯ ไป ไม่ต้องมี
.
ด้านนิติรัตน์ระบุว่า พรบ. ชุมนุมฯ ควรเป็นการคุ้มครอง แต่กลับกลายเป็นการคุกคาม มีระยะ 50 เมตรเป็นเส้นแบ่งเสรีภาพ กฎหมายฉบับนี้พยายามผลักดันตั้งแต่ปี 2549 แต่ก็ไม่ได้ มาสำเร็จในยุค พล.อ. ประยุทธ์ เป้าหมายคือการควบคุมมากกว่าคุ้มครอง พรบ. นี้เป็นต้นทุนและเป็นความเสี่ยง คดี 50 เมตรของจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ จะตัดสินวันที่ 28 สิงหาคมนี้ การปิดปากโดยรัฐนี้ต้องการให้ประชาชนหยุดเคลื่อนไหว ไม่ต่างกับปี 2563 ซึ่งม็อบเยาวชนหลายคนยังอยู่ในคุกจากกฎหมายต่าง ๆ ถือเป็นการขู่ด้วยต้นทุนทางกฎหมาย เพราะอยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย
.
ข้อเสนอเฉพาะหน้าของตนคือต้องหยุดใช้กฎหมายฟ้องปิดปากประชาชนในทุกรูปแบบ การใช้กฎหมายห้ามชุมนุมผิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) จึงต้องยกเลิกเสีย ต้องถอนฟ้องและนิรโทษกรรมคดีชุมนุมโดยสงบ และปฏิรูปกฎหมาย เพราะ “ผู้ชุมนุมผู้ใช้สิทธิไม่ใช่อาชญากร สิทธิเสรีภาพไม่ใช่อาชญากรรม”
.
ในมุมมองของเครือข่ายแรงงานฯ ธนพรมองว่า พรบ. ชุมนุมฯ เป็นมรดกจากรัฐบาลประยุทธ์ ช่วงปี 2563 ที่โควิดระบาด ตนถูก รมว. สุชาติ ชมกลิ่นฟ้องหลายคดี พี่น้องแรงงานข้ามชาติถูกปิดโรงงานก็มาขอให้เราช่วยให้ได้วัคซีน ตนจึงพาแรงงานข้ามชาติ 30 คนไปเรียกร้องที่กระทรวง แต่ รมว. สุชาติกลับเอาตำรวจและ ตม. นับร้อยมาข่มขู่ทำให้พี่น้องแรงงานไม่สบายใจ แรงงานข้ามชาติหลายคนก็หาหลักฐานยืนยันลำบากเพราะเดินทางข้ามแดนไม่ได้ และตนก็ถูกฟ้องข้อหาซ่อนเร้นแรงงานข้ามชาติ เมื่อตนคัดค้านก็กลับถูกฟ้อง พรก. ฉุกเฉินฯ แทน ศูนย์ทนายฯ ก็ไม่ได้ช่วยเพราะจะช่วยเฉพาะคดีการเมือง แต่ตนก็ได้ทนายคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นอาจติดคุก สุดท้ายศาลตัดสินจำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท แต่ให้รอลงอาญา
.
อีกคดีคือพี่น้องแรงงานไทรอัมพ์ซึ่งนายจ้างหนีไปไม่จ่ายเงิน ตนก็นำแรงงานไปพบ รมว. สุชาติอีกและก็โดนคดี พรก. ฉุกเฉินอีก แต่สุดท้ายแรงงานไทรอัมพ์ก็ได้เงิน 240 ล้านเพราะเรียกร้องต่อสู้ ไม่ใช่กระทรวงแรงงาน และตนก็ถูกฟ้องจากการชุมนุมวันแรงงานด้วย พรบ. ชุมนุมฯ และ พรบ. ความสะอาดฯ ทนายอยากให้ยอมความ แต่ตนสู้คดีโดยให้เหตุผลว่าการชุมนุมวันแรงงานทำมาทุกปี สุดท้ายศาลยกฟ้อง พรบ. ชุมนุมฯ แต่โดนค่าปรับ พรบ. ความสะอาดฯ 5,000 บาท
.
ธนพรชี้ว่าถ้าคนไม่เดือดร้อนคงไม่ออกมาชุมนุม เพราะการชุมนุมมีต้นทุน ตนเคยจะไปขอให้กองทุนยุติธรรมช่วยแต่ก็ต้องพิสูจน์ความจน และต้องไม่ทำผิดกฎหมายของรัฐ ตนก็ไม่ยอมพิสูจน์ความจนและต่อสู้จนชนะได้เงิน 6,000 บาท แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ สรุปว่ากองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชนไม่ได้จริง ค่าเดินทางก็อ้างว่าให้ใช้อย่างประหยัด ให้ใช้ขนส่งสาธารณะทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงโควิด หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ก็ไม่ควรยัดคดี แต่ควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่เสีย
.
[มุมมองฝ่ายการเมือง เมื่อสิทธิพลเมืองอยู่ใต้การคุกคาม]
.
สุดท้ายเป็นการเสวนาในหัวข้อ “การเมืองของการฟ้องปิดปาก: สิทธิพลเมืองภายใต้การคุกคามทางกฎหมาย มุมมองและข้อเสนอนโยบาย ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง” โดย รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จํานงค์ หนูพันธ์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ดำเนินรายการโดย ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ We Fair
.
จำนงค์กล่าวว่าตนต่อสู้เรื่องที่อยู่อาศัยในสลัม คดีที่จะตัดสินในวันที่ 28 สิงหาคมนั้นเป็นคดีที่ตนชุมนุมในวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2566 ซึ่งตนได้เคลื่อนขบวนจากศาลาว่าการ กทม. มายังองค์การสหประชาชาติ การรณรงค์ทุกปีเป็นเรื่องปกติตามรัฐธรรมนูญ ตนจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะตนเคยโดนคดี พรก. ฉุกเฉินฯ ยุคประยุทธ์อยู่แล้ว ตนก็ไปชุมนุมที่ประตู 5 ของทำเนียบฯ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็รับนโยบายของเราช่วงเลือกตั้ง ไม่นึกว่าการเคลื่อนไหวตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญจะโดน พรบ. ชุมนุมฯ
.
จำนงค์เผยว่าไม่รู้ว่าจะโดนคดีย้อนหลัง เพราะรัฐบาลบอกว่าการชุมนุมเพื่อทวงถามจะไม่โดนคดี เมื่อตำรวจไปยื่นเรื่องให้เราเลิกชุมนุมเราก็ไปร้องศาลแพ่งให้ยกเลิกคำสั่ง เพราะชาวบ้านต้องการให้แก้ปัญหาจึงมาชุมนุม เมื่อชุมนุมแล้วก็มีทั้งปลัดกระทรวงและ รมว. มาพบ มีการตั้งกรรมการและอนุกรรมการมาแก้ไขปัญหา เรานึกว่าจะแก้ปัญหาได้ก็เลิกชุมนุมกลับไป แต่สุดท้ายก็มีหมายมาถึงตนคนเดียวในฐานะผู้จัดการชุมนุม
.
ตนเห็นว่าถ้าฟ้องแค่ผู้จัดการชุมนุมคือตนก็ไม่ว่า แต่ไม่ควรฟ้องพี่น้องให้เดือดร้อน ช่วงมีกฎอัยการศึกเราเคยชุมนุมมีคน 5,000 คนแล้วถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้เครื่องเสียง จึงควบคุมมวลชนไม่ได้ ตนจึงขอใช้เครื่องเสียงตำรวจ ตำรวจก็ยอมให้ใช้และสุดท้ายก็ไม่โดนคดี แต่กลับมาโดนคดีโดยกฎหมายเผด็จการในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนโดน 5 คดีซ้อน ทั้งหมดนี้เป็นสำนึกของเจ้าหน้าที่ นายกฯ เป็นคนคุมตำรวจ ถ้าสั่งไม่ให้ดำเนินคดีก็ทำได้แต่ก็ไม่ทำ นอกจากปฏิรูประบบราชการแล้วต้องปฏิรูปตำรวจและระบบยุติธรรมด้วย คดีเหล่านี้เป็นภาระและไม่ยุติธรรม ใช้ พรบ. ชุมนุมฯ มาสกัดกั้นและปิดปากพี่น้อง ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่า พรบ. พรบ. นี้เป็นมรดกของ คสช. และต้องยกเลิกไป
.
การช่วยให้พี่น้องไม่ให้โดนคดีชุมนุมคือการช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องที่มาเรียกร้อง แก้ปัญหาให้เขาตั้งแต่อยู่ในท้องที่ เขาจะได้ไม่ต้องมาชุมนุมในระยะ 50 เมตรรอบทำเนียบฯ ตนเคยถามศาลว่าระยะ 50 เมตรรอบทำเนียบฯ วัดอย่างไร ก็ได้คำตอบว่าวัดจากหน้าประตู 5 ซึ่งระยะนั้นไปถึงกระทรวงศึกษา นายกฯ สั่งตำรวจได้ ถ้าอยากให้คนไทยมีเกียรติมีศักดิ์ศรีตามที่เคยพูดก็ไม่ควรฟ้องคดี กระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรมและเลือกปฏิบัติตั้งแต่ชั้นโรงพักและตำรวจ ทำไมยุค คสช. คดีของตน 4 คดีถึงไม่ฟ้องเลย แต่ตนกลับโดนคดีในรัฐบาลประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่มาทวงถามแต่กลับโดนคดีปิดปาก จะปิดปากประชาชนได้ก็ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนเขาจะได้ไม่พูด เจ้าหน้าที่ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ถ้าแจ้งการชุมนุมเพราะอยากให้อำนวยความสะดวกแล้วโดนทั้งคดีแพ่งและอาญาแต่ถ้าไม่แจ้งโดนแค่ค่าปรับ อีกหน่อยก็ไม่ต้องแจ้งการชุมนุมดีกว่า ตำรวจก็อาจประกาศพื้นที่ 50 เมตรรอบกระทรวงต่าง ๆ ได้ ก็จะเกิดแต่ความวุ่นวาย อยากให้แพทองธารซึ่งเป็นแม่เห็นใจแม่ ๆ ที่ต้องจากบ้านมาชุมนุมเช่นกัน อยากให้ทำตามที่หาเสียงไว้
.
ตัวแทนภาคการเมืองอย่างรักชนกเผยว่าครั้งนี้ตนพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะคือผู้ประกันตน แล้วทำไมต้องมาฟ้องตน รมว. แรงงานอ้างว่าไม่สามารถควบคุมเรื่องในประกันสังคมได้ แต่พอตนเอาข้อมูลหลักฐานมาแฉแทนที่ รมว. จะสนับสนุนพวกเราแต่เรากลับถูกฟ้อง หลาย ๆ อย่างที่เราพูดสังคมยังไม่รู้ เช่น เรื่องปฏิทินประกันสังคม
.
ต่อให้ตนเป็นผู้แทนราษฎรตนก็มีสิ่งที่ต้องจ่ายไม่ต่างจากประชาชน เวลาทุกนาทีที่เราเสียไปกับการสู้คดี คือเวลาที่ตนไม่ได้ทำงานและแฉเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องของ กสทช. และประกันสังคม ตนไม่ได้บอกว่าเวลาของตนมีค่ามากกว่าคนอื่น แต่เวลาที่ตนเสียไปคือเวลาที่จะได้ทำประโยชน์ให้ประชาชน คนรวยและคนมีอำนาจทำตัวไม่ดีแล้วคนวิจารณ์กลับรับไม่ได้แล้วฟ้องปิดปาก ตนเรียกร้องเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าแล้วทำไมต้องถูกฟ้อง รัฐบาลก็ไม่ช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่สามารถออกนโยบายหรือแก้ไขกฎหมายได้ สามารถใช้อำนาจเพื่อประชาชนหรือเสริมสร้างเสรีภาพได้แต่ก็ไม่ทำ
.
สส. รายนี้ยังชี้ว่ารัฐบาลสามารถออกนโยบายให้ตำรวจไม่ดำเนินคดีได้ รัฐบาลพลเรือนย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ จึงควรผ่อนปรนให้ผู้ที่มาเรียกร้องชุมนุม หากรัฐบาลบริหารไม่ดีประชาชนก็มีสิทธิชุมนุมและวิพากษ์วิจารณ์ ประชาชนสามารถทำได้แค่นี้ รัฐบาลจึงควรใจกว้าง
.
ขณะที่สหัสวัตกล่าวว่านักการเมืองเป็นตัวแทนของอำนาจจึงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคนทั่วไป ต่อให้คนอื่นวิจารณ์นักการเมืองก็ไม่ต่างกัน นักการเมืองไม่ควรมีสิทธิฟ้องประชาชนที่วิจารณ์การทำงาน แต่หากถูกโจมตีเรื่องส่วนตัวก็อาจฟ้องได้เพื่อปกป้องชื่อเสียง เมื่อเร็ว ๆ นี้ รมว. เกษตรฯ ของญี่ปุ่นถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์หนักเพราะพูดว่าไม่ได้ซื้อข้าวกินเองจึงไม่รู้ราคาข้าว สุดท้ายก็เลือกจะลาออก
.
คนรวยมีสิทธิเข้าถึงความยุติธรรมมากกว่าคนจนเพราะมีสิทธิใช้เงินจ้างทนาย เมื่อเร็ว ๆ นี้มี รปภ. ถูกเลิกจ้างแล้วไม่ได้ค่าชดเชย เมื่อโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงนายจ้างก็ถูกฟ้อง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ผู้นำแรงงานในพื้นที่ของตนเปิดเผยว่าน้ำของบริษัทไม่ปลอดภัยเพราะมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานก็ถูกฟ้อง อาวุธสุดท้ายของแรงงานคือการชุมนุม แต่การชุมนุมก็มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย มีค่าน้ำและอาหาร ต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อต่อสู้ แต่ พรบ. ชุมนุมฯ ก็ทำลายอาวุธสุดท้ายนี้ กฎหมายไทยมีปัญหาทั้งกฎหมายหมิ่นประมาทและ พรบ. ชุมนุมฯ ซึ่งต้องแก้ไข
.
พรบ. ชุมนุมฯ ต้องแก้ไขหรือยกเลิกให้สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนซึ่งทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด รัฐมีหน้าที่รับรองสิทธิไม่ใช่ควบคุม พรรคประชาชนเองก็ได้ร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากโดยมี สส. ชลธิชา แจ้งเร็วเป็นประธาน กฎหมายทุกฉบับที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดปากประชาชน ไม่ว่าจะเป็น พรบ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และกฎหมายอาญา ม.112 ต้องทบทวนแก้ไข รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมีหน้าที่รับรองสิทธิที่ทุกคนมีมาโดยธรรม หน้าที่ของนักการเมืองคือฟังประชาชนให้มาก แต่ทุกวันนี้รัฐบาลและนักการเมืองฟังประชาชนน้อยเกินไป รวมถึงเสียงของประชาชนที่ถูกดำเนินคดีด้วย จึงควรกลับมาทำหน้าที่รับฟังประชาชนและทำตาม
.
ด้านประภาสระบุว่า การฟ้องคดีผู้ชุมนุมทำให้ขบวนการเรียกร้องอ่อนแอลง ขณะที่ การเดินขบวนชุมนุมประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นพื้นที่กลไกการมีส่วนร่วมที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนที่จนอำนาจและจนโอกาสจึงต้องเดินขบวนชุมนุมประท้วงให้คนเห็น เป็น “ศาสตราของผู้ยากไร้” แต่ในการชุมนุมเรียกร้องเรื่องที่ดินในปี 2545 ผู้ชุมนุมบางคนโดนมากสุดถึง 47 คดี ทั้งที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
.
วันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา กมธ. การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยประธานอังคณา นีละไพจิตร ได้เชิญพีมูฟและแรงงานยานภัณฑ์เข้ามาพบกับตำรวจนครบาลและตำรวจ สน.ดุสิต รวมถึงเชิญรองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทองด้วยแต่ไม่มา พบว่าผู้ชุมนุมมีปัญหากับ พรบ. ชุมนุมฯ ม.7 ซึ่งให้ประกาศเขตห้ามชุมนุมได้ โดยต้องคำนึงถึงจำนวนผู้ชุมนุมและพฤติการณ์ ซึ่งใน กมธ. มีการสอบถามกันมากและพยายามขอเอกสารว่าหลักเกณฑ์และพฤติการณ์ที่ว่าคืออะไร แต่ก็ไม่ชัดเจน ไม่มีเอกสาร จำนวนผู้ชุมนุมต้องเท่าไรก็บอกไม่ได้ แต่เป็นดุลยพินิจของตำรวจ และยังมีการใช้เอกสารประกาศเดิมมาประกาศซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ทำเนียบเปิดประตูต้อนรับและรองนายกฯ ประเสริฐก็ขึ้นพูดบนหลังคารถ ผู้ชุมนุมก็ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรง จึงไม่ควรเป็นเหตุให้ประกาศเขต 50 เมตรและดำเนินคดีกับพี่น้องได้
.
เหตุที่พี่น้องมาชุมนุมก็เพื่อให้แก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะแรงงานยานภัณฑ์หรือพีมูฟ การชุมนุมที่เป็นเครื่องมือสำคัญและมีประสิทธิภาพที่สุดที่จะเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาก็ถูกกฎหมายขัดขวาง ในการชุมนุมของพี่น้องในครั้งนี้หลักเกณฑ์การดำเนินคดีก็ไม่ชัดและไม่เป็นประโยชน์สาธารณะเช่นกัน เพราะประชาชนใช้การชุมนุมเป็นเครื่องมือเรียกร้องการแก้ไขปัญหาจากรัฐ จึงไม่ควรฟ้องคดี
.
ตนเห็นด้วยจะให้ยกเลิก พรบ. ชุมนุมฯ แต่คงยาก จึงเสนอให้แก้ไขกฎเกณฑ์ ม.7 วรรคท้าย โดยนายกฯ ซึ่งมีอำนาจรักษาการตาม ม.5 ของ พรบ. ต้องออกกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน ทรรศนะของผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็ยังเป็นปัญหา ต้องปรับหลักสูตรหรือทำความเข้าใจว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ การแก้ไข พรบ. ชุมนุมฯ เชื่อว่าพรรคประชาชนคงมีร่างแก้ไขอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องแก้ไขกลไกต่าง ๆ การแก้ไขกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากก็ต้องทำ ฉบับล่าสุดซึ่งกำลังแก้ไขเป็นแค่การคุ้มครองพยานซึ่งยังไม่พอ ก็ต้องให้สภาผู้แทนฯ ผลักดันต่อไป และยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ เช่น ร่าง พรบ. สมาคมและมูลนิธิ ซึ่งน่ากลัวและต้องยับยั้ง เพราะให้อำนาจรัฐมาควบคุมภาคประชาชน
.
เมื่อจบการเสวนาแล้วมีการอ่านแถลงการณ์ร่วมประณามการฟ้องคดีปิดปากของรัฐ และพิธีมอบดอกไม้ให้กำลังใจแก่ทั้ง สส. และภาคประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งจะต้องไปขึ้นศาลหรือไปพบตำรวจในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?