หยุดกระแสเรียกรัฐประหาร อย่าใช้ชาตินิยมสุดขั้วทำลายประชาธิปไตย




จากกระแสชาตินิยมสุดขั้วกรณีเหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ส่งผลให้เสียงสนับสนุนกองทัพให้ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเป็นดังกระหึ่มวงกว้างในสังคมไทย แต่กระแสที่คู่ขนานกันมาคือความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งตามมาด้วยเสียงเรียกร้องให้กองทัพเข้ามามีบทบาทควบคุมอำนาจ โดยมีผู้แสดงออกสนับสนุนแนวคิดนี้ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก
.
การรัฐประหารนอกจากจะเป็นการทำลายกระบวนการปกติตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังเป็นต้นธารของการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิในการรวมกลุ่ม ซึ่งเรามีบทเเรียนเมื่อไม่นานมานี้จากการรัฐประหารของ คสช. ที่ทิ้งมรดกกัดกร่อนประชาธิปไตยและสร้างบาดแผลกับสังคมเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การดำเนินคดีทางการเมือง รวมถึง สว. ระบบ “เลือกกันเอง” ด้วย มรดกดังกล่าวยังเป็นต้นทางให้เกิดรัฐบาลที่ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน อีกทั้งยังจัดตั้งโดยไม่มีวาระร่วมกัน นำมาสู่ความขัดแย้งภายในและขาดความสามารถในการส่งมอบนโยบาย และยังอยู่ใต้ความกดดันของระบบราชการรวมทั้งอำนาจรัฐพันลึก หากย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหลังเราเห็นผลการเลือกตั้งคงคิดไม่ออกว่าจะได้รัฐบาลหน้าตาแบบนี้ อีกทั้งหลายคนก็อาจลืมไปว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารและรัฐบาลต่อเนื่องก็ไม่ได้หมายความว่าจะบริหารความขัดแย้งประเด็นระหว่างประเทศได้ดีเสมอไปด้วย
.
ถึงแม้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารสถานการณ์หรือบริหารประเทศไม่ดีก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย รอรัฐบาลครบวาระหรือถอดถอนตามกระบวนการแล้วเลือกพรรคการเมืองที่ถูกใจ ไม่ใช่ใช้ "ทางลัด" เพรียกหาทหารมายึดอำนาจซึ่งถือเป็นการทำลาย "วัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย" เดินวนเวียนอยู่ใน "วงจรอุบาทว์" ไม่รู้จักจบสิ้น ในภาวะเช่นนี้เราจึงไม่ควรปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการทำลายประชาธิปไตย
.
จริงอยู่ที่การแสดงออกซึ่งความคิดมุมมองของตนเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการปกป้องตราบเท่าที่การแสดงออกนั้นไม่ไปทำให้สิทธิของผู้อื่นถูกพรากไป และที่น่าสนใจคือเรามีสิ่งที่ไม่เคยสามารถใช้ได้กับฝ่ายสนับสนุนเผด็จการ การแสดงออกในเชิงสนับสนุนหรือยุยงให้เกิดการรัฐประหาร อย่างกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่มีการบัญญัติเป็นความผิดอยู่ว่า
.
“มาตรา 116 ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี”
.
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ทำรัฐประหารยังมีความผิดฉกรรจ์ตามกฎหมายอาญามาตรา 113 แต่ก็ไม่เคยใช้ได้จริงเช่นกัน ซึ่งบัญญัติว่า
.
มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร
.
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
.
ผมขอให้กำลังใจและแสดงความเคารพต่อ "ทหารอาชีพ" ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่ในขณะนี้ แต่หากกองทัพ "ข้ามเส้น" ทำรัฐประหารเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง ผมขอแสดงจุดยืนว่าจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด และขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่รักประชาธิปไตยและตระหนักถึงพิษภัยของการยึดอำนาจยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลับสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้งหนึ่ง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?