ย้ำจุดยืน 'นักข่าว' ต้องทำหน้าที่ 'ผู้มีอำนาจ' ต้องเคารพ




เป็นเรื่องน่ายินดีที่ไทยติดอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศอาเซียนในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2568 ซึ่งจัดอันดับโดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters without borders - RSF) ด้วยคะแนน 56.72 หรืออันดับที่ 85 ของโลก
.
หากแต่คะแนนเสรีภาพสื่อไทยในอาเซียนยังคงสวนทางกับสถานการณ์ด้านสื่อมวลชนในประเทศ ที่ส่วนหนึ่งของนักข่าวทั้งนักข่าวอาชีพ นักข่าวอิสระ และนักข่าวพลเมืองต้องเผชิญหน้ากับการดำเนินคดี บางกรณีเข้าข่ายฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกลั่นแกล้งหรือสร้างภาระในการทำงานสื่อสารหรือ "การฟ้องปิดปาก" (Strategic Lawsuit against Public Participation - SLAPP) ส่งผลให้เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองทั้งด้วยความกลัวและไม่อยากมีปัญหา ยังไม่รวมถึงการสร้างเพดานการสื่อสารที่ลดลงในประเด็นที่แหลมคม
.
นอกจากนี้อีกภัยคุกคามที่สื่อมวลชนต้องพบคือการ "ไม่เคารพ" ของผู้มีอำนาจหลายยุคหลายสมัย ซึ่งส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการรายงานข่าว ตั้งแต่การแสดงท่าทีฉุนเฉียว มีอารมณ์กับคำถามนักข่าวรวมถึงตอบโต้สื่อด้วยท่าทีไม่พอใจ การหยอกล้ออย่างด้อยค่า ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย
.
สื่อมวลชนทำหน้าที่แบกรับนำข้อสงสัยจากสาธารณะไปถามต่อผู้มีอำนาจ และนำคำตอบมารายงานต่อประชาชน ผู้มีอำนาจจึงไม่ควรมองสื่อเป็นคู่ขัดแย้ง ตั้งแง่ว่าสื่อไม่พอใจตนหรือไม่ หรือด้อยค่าให้อยู่ต่ำกว่า กระทั่งการหยอกล้อก็ไม่ควรทำ เราได้เห็นตัวอย่างมากมายในช่วงรัฐบาลทหารจนถึงผู้นำจากการรัฐประหารที่ไม่เคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จนถึงช่วงรัฐบาลพลเรือนของแพทองธาร ชินวัตรในปัจจุบัน แต่ผู้มีอำนาจมี "หน้าที่" ที่จะต้องตอบคำถามสื่อมวลชนเพื่อส่งสารสู่สาธารณะ ขณะที่สื่อเองก็มีหน้าที่นำมารายงานข่าวอย่างซื่อตรงตามจรรยาบรรณ ซึ่งนี่คือปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชนกับผู้มีอำนาจ นั่นคือ "ต่างคนต่างทำหน้าที่"
.
ผมเคยแสดงจุดยืนเรื่องนี้ในการปรึกษาหารือต่อวุฒิสภากรณี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทำร้ายนักข่าวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ว่า ผู้มีอำนาจทุกคนควรเข้าใจว่านักข่าวไม่ใช่ลูกน้อง PR หรือเพื่อนเล่น หากแต่เขาแบกคำถามจากประชาชน ไม่ว่าคำถามนั้นจะถูกใจไม่ถูกใจ ในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะและผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษต่อสาธารณะก็ต้องตอบ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้นอกจากจะทำให้เสียปฏิสัมพันธ์ที่ควรเป็นระหว่างสื่อกับผู้มีอำนาจแล้ว ยังเป็นการเบี่ยงประเด็นเนื้อหาให้สังคมไปสนใจการกระทำของผู้มีอำนาจมากกว่า และผมขอยืนยันว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลทหารหรือรัฐบาลพลเรือน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ
.
สุดท้ายนี้การยกระดับเสรีภาพสื่อไทยจึงไม่อาจวัดได้จากเพียงอันดับในรายงานสากลเท่านั้น หากแต่ต้องสะท้อนผ่านการปฏิบัติจริงที่ผู้มีอำนาจทุกระดับพร้อมเปิดใจรับฟัง เคารพคำถามของสื่อมวลชนแม้จะขัดใจ และยอมรับบทบาทของสื่อในฐานะผู้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสื่อเป็นอิสระและผู้นำที่เข้าใจว่าคำถามจากนักข่าวคือเสียงสะท้อนจากประชาชนหาใช่ขั้วตรงข้ามของอำนาจ แต่คือกระจกเงาที่ช่วยให้การใช้อำนาจนั้นโปร่งใสและมีความชอบธรรม

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?