เปิดการบ้านรัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ ยังมีงานหนักรอรับอยู่





จากกรณีที่พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นโควต้าของพรรคภูมิใจไทยต้องว่างลง ซึ่งรวมไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยดำรงตำแหน่งอยู่ด้วย
.
ผลงานสุดท้ายที่พิพัฒน์ทิ้งไว้ก่อนลงจากตำแหหน่งคือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทในพื้นที่กรุงเทพฯ และในบางกิจการทั่วประเทศ แต่อดีตรัฐมนตรีแรงงานผู้นี้ก็ยังทิ้งข้อกังขาว่าไม่สามารถทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้หลายครั้งได้ว่าจะขึ้นค่าแรง 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ
.
ยังไม่นับประเด็นเรื่องการปฏิรูปประกันสังคมที่มีปัญหาในหลายด้าน ที่ล่าสุดพิพัฒน์ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการจัดทำปฏิทินประกันสังคมอย่างสุดตัว ทั้งที่เสียงประชาชนส่วนใหญ่โหวตให้เลิกผลิตแล้วก็ตาม
.
อย่างไรก็ตามในวันนี้เราไม่ได้มาเช็กบิลรัฐมนตรีแรงงานคนก่อน แต่เราขอ "มอบการบ้าน" ประกอบ “ความคาดหวัง” ให้กับว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ที่ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม เราก็หวังว่าท่านจะริเริ่ม-ติดตาม-สานต่อ ในประเด็นเหล่านี้
.

[ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ]

.
รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยได้ประกาศเป็นนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันภายในปีแรก และพิพัฒน์ รัชกิจประการเคยให้คำมั่นเป็นสัญญาประชาคมไว้ต่างกรรมต่างวาระว่าจะผลักดันให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ให้ได้ก่อนคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ชุดปัจจุบันจะหมดวาระ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ราบรื่นนักเมื่อคณะกรรมการไตรภาคีเลื่อนประชุมออกไปหลายครั้งด้วยเหตุองค์ประชุมไม่ครบ อย่างไรก็ดีเมื่อ 1 มกราคม 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 337-400 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568
.
จนล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 คณะกรรมการไตรภาคีมีมติเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ใน กทม. เป็น 400 บาท และกิจการโรงแรม ตั้งแต่ระดับ 2 ดาวขึ้นไป รวมถึงกิจการสถานบริการทั่วประเทศ มีผล 1 กรกฎาคม 2568 คาดการณ์มีแรงงานได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ประมาณกว่า 700,000 คน
.
จากสถานการณ์นี้จะเห็นว่านโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศนั้นยังไม่ประสบผลสำเร็จแม้ครองอำนาจมาแล้วกว่า 2 ปี ซึ่งนี่เป็นการบ้านใหญ่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ต้องเร่งดำเนินการให้ได้โดยเร็วที่สุด ด้วยการเร่งประสานทำความเข้าใจกับไตรภาคี โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เสถียรภาพของรัฐบาลอยู่ในสภาวะอ่อนไหวเช่นนี้ ก่อนที่จะทำไม่ได้อีกเลย
.

[ ปฏิรูปประกันสังคม ]

.
ห้วงปีที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมถูกเขย่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อกองทุนที่ผู้ประกันตนต้องเสียเงินจ่ายสมทบทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เหมาะสม ทั้งงบประมาณดูงานสุดหรูหรา การลงทุนสร้างสายด่วนประกันสังคมที่ไม่มีผู้รับสาย การจัดทำปฏิทินประกันสังคม ข้อกังขาเรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสิทธิการรักษาที่ต้องจ่ายเงินสมทบเอง แต่ไม่ครอบคลุมเท่าบัตรทอง รวมไปถึงสถานะกองทุนฯ ที่ไม่มีความไม่คงในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะล้มละลายในอีก 30 ปี ทั้งหมดนี้ถือเป็น “งานหนัก” ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่จะต้องเข้ามาดูแล
.

[ การชดเชยเยียวยาแรงงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ]

.
ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ปิดกิจการลงเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีแรงงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันยังมีคนงานจากบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอลฟ่า สปินนิ่ง จำกัด และบริษัท เอเอ็มซี สปินนิ่ง จำกัด ออกมาเรียกร้องค่าชดเชยที่เป็นธรรมอยู่ โดยเฉพาะคนงานบริษัทยานภัณฑ์ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่สำนักงาน กพร. ตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบกลางมาจ่ายเป็นค่าชดเชยการถูกเลิกจ้าง
.
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ลงนามรับรองเรื่องการของบกลาง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีความคืบหน้าเพราะหลายหน่วยงานไม่เห็นด้วย โดยแจ้งว่าเรื่องดังกล่าวเป็นภาระงบประมาณที่ผูกพันเป็นระยะยาว ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพิจารณาช่วยเหลือจากกองทุนอื่นที่มีอยู่และให้ไปเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายจ้าง ซึ่งคนงานมองว่ากระทรวงแรงงานได้แสดงพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ และเร่งนัดหมายประชุมกับคนงานที่ได้รับความเดือดร้อนอีกครั้งโดยเร็วที่สุด เพื่อหารือแนวทางการเยียวยาแรงงาน
.

[ ผลักดันรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ]

.
อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมนั้น ถือเป็นอนุสัญญาที่เป็นหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดหลักการหนึ่งของ ILO ที่เชื่อกันว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันสำคัญให้กับคนทำงาน และจะนำมาซึ่งสังคมที่เป็นธรรมและสันติสุข ด้วยเหตุนี้ประเทศสมาชิก ILO ส่วนใหญ่จึงให้การสนับสนุนโดยการให้สัตยาบันเคารพและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งองค์การ ILO ยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเสียงเรียกร้องจากองค์กรแรงงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ให้รัฐบาลไทยตัดสินใจลงนามให้สัตยาบันฯ
.
สถานการณ์ล่าสุดรัฐบาลได้เริ่มตอบรับข้อเรียกร้องนี้ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานประสานการดำเนินงานเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาสองฉบับนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรนายจ้าง องค์กรแรงงาน หน่วยงานราชการและนักวิชาการ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว และมีความเห็นว่ารัฐบาลไทยควรจะดำเนินการเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาสองฉบับนี้ ขั้นตอนต่อจากนี้ไปจึงอยู่ที่ดุลยพินิจของรัฐบาล
.
หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่มีจุดยืนเคียงข้างแรงงานจริง จำเป็นต้องใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรีแรงงานผลักดันให้รัฐบาลเร่งรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 โดยเร็ว เพื่อให้แรงงานได้มีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเจราจาต่อรอง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่หลายประเทศให้การยอมรับ
.

[การบริหารและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ ]

.
ท่ามกลางกระแสชาตินิยมในปัจจุบัน พบว่าแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวกัมพูชาและเมียนมาที่มีจำนวนรวมกันนับล้านคนได้รับผลกระทบอย่างมาก เกิดการเลือกปฏิบัติและกีดกัน รวมถึงอคติเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดสภาวะแรงงานข้ามชาติย้ายถิ่นกลับภูมิลำเนามากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานข้ามชาติซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทั้งในภาคก่อสร้าง ประมง เกษตร และบริการ แม้จะเป็นแรงขับที่สำคัญต่อระบบทุนไทย แต่พวกเขากลับอยู่ในระบบการบริหารจัดการแรงงานที่ไม่ยั่งยืน เปราะบาง และมีลักษณะ "เลือกคุ้มครอง" มากกว่าการประกันสิทธิอย่างเท่าเทียม
.
การบริหารแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยดำเนินอยู่ภายใต้ระบบที่รวมศูนย์อำนาจและขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายอย่างชัดเจน แม้จะมีความพยายามในการออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ เช่น MOU การขึ้นทะเบียนแรงงาน หรือโครงการผ่อนผัน แต่ระบบกลับพึ่งพารูปแบบการจัดการแบบ "เฉพาะหน้า" มากกว่าการมองระยะยาว
.
รัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ จำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามอคติต่อแรงงานข้ามชาติ และเร่งผลักดันนโยบายในการบริหารแรงงานข้ามชาติให้รอบด้านและยั่งยืน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
.

[ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง]

.
แรงงานแพลตฟอร์มที่รับงานผ่านแอปนั้นมีมาในประเทศไทยแล้วเป็นสิบปี ตั้งแต่บริการส่งอาหาร ส่งสินค้า ส่งคน และขยายไปจนถึงบริการแม่บ้านและแม้แต่หมอนวด ในช่วงแรกเนื่องจากเป็นการจ้างงานประเภทใหม่ ยังไม่มีแรงงานมากนัก ทำให้แรงงานแต่ละคนได้ค่าแรงสูง และยังเป็นงานอิสระ เลือกงานและช่วงเวลาทำงานเองได้ ทำให้เป็นเหมือนงานในฝันของหลาย ๆ คน
.
ทว่าหลังจากคนแห่กันเข้าไปทำงานแพลตฟอร์มมากขึ้นนายจ้างก็ฉวยโอกาสกดค่าแรงลง ทำให้แรงงานแพลตฟอร์มต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีเวลาพักผ่อนหรืออยู่บ้าน ส่งปัญหาถึงสุขภาพ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และเกิดปัญหาครอบครัวตามมา แรงงานหญิงบางคนก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซ้ำร้ายลักษณะการจ้างแรงงานแพลตฟอร์มนั้นยังเป็นลักษณะการ “จ้างทำของ” ซึ่งไม่มีสวัสดิการใด ๆ ให้ และแรงงานต้องออกเงินซื้อปัจจัยการผลิต เช่น รถ โทรศัพท์มือถือ หรือไม้ถูพื้นเอง แต่แพลตฟอร์มกลับออกกฎระเบียบต่าง ๆ มาบังคับแรงงาน มากมายไม่ต่างจากการจ้างงานปกติ หากไม่ยอมรับก็ไม่ได้งาน ซ้ำแพลตฟอร์มยังมีอำนาจให้รางวัลและลงโทษแรงงานด้วย กลายเป็นภาวะลักลั่นที่เป็นคุณแก่แพลตฟอร์มแต่เป็นโทษแก่แรงงาน
.
แม้จะมีความพยายามออก พรบ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มส่วนหนึ่งตอบรับเพราะเห็นว่ายังดีกว่าไม่มีกฎหมายคุ้มครองเลย แต่แรงงานอีกส่วนหนึ่งก็คัดค้านเพราะมองว่ากฎหมายนี้ยังไม่ดีเพียงพอ เป็นการแบ่งแยกแรงงานออกเป็นหลายประเภททำให้รวมตัวกันไม่ติด จึงเรียกร้องให้นับแรงงานอิสระเป็นลูกจ้างของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ได้สวัสดิการต่าง ๆ และสามารถรวมตัวกันต่อรองได้
.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่จึงต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อออกแบบ พรบ. นี้ให้เป็นประโยชน์แก่แรงงานให้มากที่สุด รวมถึงต้องร่วมมือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลออกกฎหมายอีกฉบับมาควบคุมฝั่งแพลตฟอร์มด้วย เพื่อไม่ให้นายทุนแพลตฟอร์มได้ประโยชน์ สามารถกดขี่ขูดรีดแรงงานได้โดยไร้การควบคุมแบบในปัจจุบันนี้
.
ทั้งหมดนี้เป็นเพียง “การบ้าน” บางส่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ยังมีประเด็นด้านแรงงานอีกหลายประเด็นที่รอคอยรับว่าที่รัฐมนตรีรายนี้อยู่ ผมหวังว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะมีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงาน มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงาน ที่สำคัญต้องเปิดใจรับฟังเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่พี่น้องแรงงานต้องการ และต้องไม่ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นเพียงหนึ่งใน “โควต้า” รัฐมนตรีที่รัฐบาลจะจัดสรรกันเท่านั้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?