เช็กลิสต์ 'หลัก 6 ประการ' คณะราษฎร ในวันนี้เดินมาถึงไหน




"ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร"
 
คือถ้อยคำหนึ่งในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ที่ถูกประกาศขึ้นในช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่เวียนผ่านมาครบ 93 ปีในวันนี้ การอภิวัฒน์สยามในวันนั้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญซึ่งนำโดยคณะราษฎรที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปตลอดกาล จากประเทศสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และครั้งหนึ่งวันนี้ยังเคยเป็นวันชาติไทยอีกด้วย
.
แม้ตลอด 93 ปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยจะต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ไม่น้อย เกิดการรัฐประหาร ความพยายามท้าทายระบอบประชาธิปไตยและดุมการณ์ของคณะราษฎรอยู่หลายครั้ง และจนถึงวันนี้ระบอบประชาธิปไตยไทยยังไม่อาจเรียกได้ว่าเข้าที่เข้าทางก็ตาม แต่อุดมการณ์ของคณะราษฎรยังคงได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ ทุกครั้งที่วันคล้ายวันเปลี่ยนแปลงการปกครองเวียนมารรจบ
.
ในวันนี้จะขอกล่าวถึงชุดอุดมการณ์หนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นอุดมการณ์หลักนับตั้งแต่วันอภิวัฒน์ นั่นคือ "หลัก 6 ประการ" ที่ภายหลังได้ถูกประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดแรกภายใต้พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2575
.
"ถือเอาหลัก 6 ประการ ของคณะราษฎร เป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรีคณะนี้
.
1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
.
2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
.
3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
.
4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน
.
5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
.
6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร"
.
เนื่องในโอกาสครบรอบ 93 ปี การอภิวัฒน์สยาม ในวันนี้จะขอมองย้อนไปยังหลักการทั้ง 6 ของคณะราษฎร และมองกลับมายังปัจจุบันวันว่า ในวันนี้อุดมการณ์ทั้ง 6 ของพวกเขาได้ถูกสานต่อมาอย่างไรภายใต้รัฐบาลพลเรือนชุดปัจจุบัน

[จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย]

.


คำว่า 'เอกราช' ในยุคปัจจุบันนี้ อาจไม่ใช่เพียงเอกราชเหนือดินแดน แต่อาจรวมไปถึงเอกราชในฐานะที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนและประชาชนสามารถมีอำนาจ ควบคุม ตัดสินใจได้ผ่านสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่อยู่ภายใต้ “รัฐพันลึก” ซึ่งหลายองค์กรที่ว่านั้นปัจจุบันภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่อาจยึดโยงจนถึงสะท้อนเจตนารมณ์และบทบาทของประชาชน ดังนั้นการพูดถึงเอกราชตามระบอบที่อธิปไตยต้องเป็นของ มีที่มาและดำเนินการไปเพื่อ 'ประชาชน' แล้ว จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า 'เอกราชสมบูรณ์'
.
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเอกราชทางเศรษฐกิจด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าไทยได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยด้วยการอำนวยความสะดวกมากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธุรกิจจีนที่ใช้วิธีการลงทุนโดยผลประโยชน์แทบไม่ถึงมือคนไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรจกิจอย่างร้านอาหาร ทัวร์ศูนย์เหรียญ สถานบันเทิง อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจสีเทาอย่างพนันออนไลน์ หรือการผลิตสินค้าปลอม
.
จากการตรวจสอบข้อมูลการลงทุนของนิติบุคคลต่างชาติในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการลงทุนทางธุรกิจหลายประเภท โดยตั้งแต่ปี 2563-2567 (ย้อนหลัง 5 ปี) พบว่า มีการลงทุนของนิติบุคคลที่มีชาวจีนร่วมลงทุนในธุรกิจอาหารและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ มูลค่าการลงทุนรวม 445.25 ล้านบาท
.
ต่อมาคือเอกราชเหนือสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับมลพิษข้ามพรมแดนหลายรูปแบบ ทั้งฝุ่นควัน PM2.5 ที่บางส่วนเกิดจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกรณีล่าสุดจากมลพิษสารหนูและสารตะกั่วปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ซึ่งมีต้นน้ำมาจากประเทศเมียนมา ซึ่งคาดว่าสารพิษเหล่านี้มาจากการทำเหมืองแร่โดยกลุ่มทุนจีนกับว้าแดงในเขตเมียนมา การขุดเหมืองเหล่านี้มีลักษณะของการเปิดหน้าดินจำนวนมากเพื่อสกัดแร่ทองคำ โดยไม่ได้มีการจัดการตะกอนหรือดินข้างเคียงอย่างเหมาะสม ทำให้โลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท จากแหล่งแร่ธรรมชาติถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำทุกครั้งที่ฝนตกหรือเกิดน้ำหลาก
.
ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดน โดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีดูแลการประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำเนินการติดตามแหล่งที่มาของปัญหา เพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจัดการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการหารือเพื่อหยุดหรือปรับปรุงวิธีการทำเหมืองในฝั่งเมียนมา แต่คำถามคือการเจรจาจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มว้าแดง
.
อีกประเด็นสำคัญคือข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศรวมถึงแรงงานข้ามชาติด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง


[ จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ]



.
การรักษาความปลอดภัยในประเทศในทัศนะของคณะราษฎรคือการ "ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก"

ในปี 2567 สถิติอาชญากรรมในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่ามีการจับกุมคดีอาญาทั้งหมด 218,421 คดี โดยมีการจับกุมได้ 196,148 คดี และมีผู้ต้องหา 237,223 คน นอกจากนี้ สถิติอาชญากรรมออนไลน์ยังพบว่าลดลง 21.74% จากการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้มงวดขึ้น
.
สรุปสถิติอาชญากรรมปี 2567 มีคดีอาญาทั้งหมด 218,421 คดี สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 196,148 คน มีผู้ต้องหาทั้งหมด 237,223 คน คดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ มี 2,280 คดี จับกุมได้ 2,158 คดี ผู้ต้องหา 3,003 คน คดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ มี 16,618 คดี จับกุมได้ 15,790 คดี ผู้ต้องหา 21,273 คน คดียาเสพติด 241,607 คดี ผู้ต้องหา 250,878 คน อาชญากรรมออนไลน์ลดลง 21.74% จากปีที่ผ่านมา ประเภทคดีออนไลน์ที่พบบ่อย ได้แก่ หลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการ หลอกให้โอนเงินทำงาน หลอกให้กู้เงิน หลอกให้ลงทุน และข่มขู่ทางโทรศัพท์
.
แม้ผลงานการจับกุมคดีอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี 2567 จะสูงถึงร้อยละ 93 แต่อีกสถานการณ์สำคัญที่น่าเป็นห่วงคือเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2568 มีการก่อเหตุทั้งสิ้น 23,191 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,736 ราย ได้รับบาดเจ็บ 14,630 ราย และล่าสุดเริ่มมีการก่อเหตุกับเป้าหมายอ่อนแออย่างเด็กและคนพิการ ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดการพูดคุยสันติสุขได้ การรักษาความปลอดภัยในประเทศตามความมุ่งหวังของคณะราษฎรจึงห่างไกลความเป็นจริง

[จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ]
.
รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ขยายความข้อนี้ว่า "รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก"
.
แม้ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้ใช้เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ แต่ตลกร้ายที่เราริเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งแรกในปี 2504 ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตามด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในรัฐบาลเผด็จการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งอย่างหลังนี้จะมีผลผูกพันทุกรัฐบาลให้ต้องเขียนนโยบายตาม
.
เมื่อพิจารณาต่อถึงสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ซึ่งขณะนี้การเจรจาการค้ายังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่ในประเทศยังมีปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับสูง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้ปรับประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว อยู่ที่ 2.3 – 3.3% เหลือเพียง ขยายตัว 1.3 – 2.3% โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 1.8% ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภค จะขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชนลดลง 0.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ ขยายตัว 1.8% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.0 - 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5 ของ GDP
.
ขณะที่ “รายได้ต่อหัวคนไทย” ในปี 2568 ภายใต้ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 ขยายตัว 1.3 – 2.3% โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 1.8% รายได้ต่อหัวคนไทย จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 269,577 บาทต่อคนต่อปี
.
นอกเหนือจากตัวเลขข้างต้น เมื่อมองไปรอบตัวเราล้วนเห็นความรู้สึกและเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันซบเซาเป็นอย่างมาก ร้านรวงและผู้ประกอบการทยอยปิดตัว เกิดการเลิกจ้างจำนวนมาก และยังมีแรงงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรอการช่วยเหลือจากรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินนโยบายเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดิจิทัลวอลเล็ตให้ได้ตรงตามเป้าหมาย สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก
.
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 เวิลด์ อินอีควอลิตี้ ดาต้าเบส หรือดับเบิลยูไอดี เวิลด์ ซึ่งเป็นทีมวิจัยเศรษฐกิจอยู่ที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ปารีส (Paris School of Economics) ประเทศฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยการจัดอันดับประเทศในแถบอาเซียนที่มีภาวะความเหลื่อมล้ำประจำปี 2023-2024 โดยมีไทยอยู่ในอันดับสูงสุดของความเหลื่อมล้ำ หรือช่องว่างความมั่งคั่งกับความยากจนที่กว้างถึง 34.6% ซึ่งหมายความว่าความมั่งคั่งของประเทศไทยส่วนใหญ่ล้วนกระจุกตัวอยู่ในมือของประชาชนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
.
ประเทศไทยในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ตระกูลครอบครองสัดส่วนทางเศรษฐกิจและตลาดในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน อาหาร การเกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ไปจนถึงสื่อและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการรวมศูนย์ความมั่งคั่งและอำนาจในมือกลุ่มคนส่วนน้อยนี้ ไม่เพียงจำกัดการแข่งขันและโอกาสของผู้ประกอบการรายเล็กเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนโอกาสของประชาชนทั่วไปในการมีชีวิตเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
.
ในขณะเดียวกันอัตราการรวมกลุ่มของแรงงานไทยเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจกลับอยู่ในระดับต่ำมากอย่างน่าเป็นห่วง สหภาพแรงงานที่มีอยู่จำนวนไม่มากนักยังเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมาย การคุกคามจากนายจ้าง หรือการเพิกเฉยจากรัฐ ส่งผลให้คนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะในภาคแรงงานและบริการขาดเครื่องมือในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเจรจาค่าจ้าง สวัสดิการ หรือเงื่อนไขการทำงานอย่างเป็นธรรมได้
.
ภาวะเช่นนี้นำไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อให้ช่องว่างระหว่างรายได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดในโลก เมื่อประชาชนจำนวนมากไม่มีอำนาจต่อรองและไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน การพูดถึงประชาธิปไตยจึงไม่อาจจำกัดแค่เรื่องการเลือกตั้งหรือเสรีภาพทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องขยายไปถึง “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเป็นธรรมในสังคมด้วย

[จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน]



.
แนวคิดเรื่องความเสมอภาคกลายเป็นหลักการพื้นฐานที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก นั่นคือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ในมาตรา 1 บัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราษฎรทุกคนต่างเป็นเจ้าของอำนาจเหมือน ๆ กัน ไม่มีใครจะมีอำนาจไปมากกว่าใคร แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่มีโอกาสได้บัญญัติเช่นนี้อีกเลย
.
จะเห็นได้ว่าหลักความเสมอภาคนั้นสะท้อนผ่าน "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้กันอยู่นี้นอกจากมีที่มาไม่ชอบธรรมแล้วยังไม่สะท้อนคุณค่าของสิทธิความเสมอภาค หลายเรื่องกลายเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่รับรองสิทธิให้ประชาชนโดยตรง เราจึงจำเป็นต้องมีหลักประกันสิทธิความเสมอภาคของประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยทั้งที่มา เนื้อหา และกระบวนการร่าง โดยรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องมีจาก สสร. ที่มาจากประชาชน มีเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตย ยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการตัดกลไกสืบทอดอำนาจ เพื่อให้ทุกสถาบันทางการเมืองยึดโยงและตอบสนองต่อประชาชน และต้องส่งเสริมความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม

[จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ]



.
องค์กร Freedom House ในสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยการจัดทำดัชนีเสรีภาพโลก 2025 โดยสถานะของประเทศไทยแย่ลง โดยถูกปรับลดจากประเทศมีเสรีภาพบางส่วน กลายเป็นประเทศ "ไม่เสรี" อีกครั้ง เหตุผลการเปลี่ยนแปลงสถานะเป็นประเทศไม่เสรี เนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกลและกรณีที่ทางการไทยส่งตัวนักเคลื่อนไหว ผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่พวกเขาเผชิญการปฏิบัติที่เลวร้าย ซึ่งรวมทั้งกรณีที่ทางการไทยเนรเทศกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวกัมพูชา 6 คน ซึ่งได้รับการรับรองเป็นผู้ลี้ภัยโดยสหประชาชาติกลับไปยังกัมพูชา ทำให้ต้องเผชิญการพิจารณาคดีในข้อหาอาชญากรรมทางการเมือง และกรณีการบังคับเนรเทศกลุ่มชาวอุยกูร์กลับไปยังจีน
.
นอกจากนี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังรายงานว่าในรอบเดือนที่ผ่านมา (14 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2568) ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศอย่างน้อย 48 คน โดยเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 27 คน ผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 20 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน ยังไม่นับรวมคดีการเมืองอีกหลายพันคดีที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินคดี
.
ขณะเดียวกันยังปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามคุกคามฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการดำเนินคดีกับนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งนับได้ว่าหลักเสรีภาพนี้รัฐบาลพลเรือนปัจจุบันไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้เลย

[ จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร ]



.
จากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย พบว่า มีเด็กไทยวัยเรียน (3 – 18 ปี) กว่า 1.02 ล้านคนที่ไม่ปรากฎข้อมูลในระบบการศึกษาทุกรูปแบบ หรือคิดเป็น 8% ของจำนวนเด็กไทยวัยเรียนทั้งหมด 12.2 ล้านคน โดยในจำนวน 1.02 ล้านคนนี้ กลับมีถึง 3.94 แสนคน (หรือคิดเป็น 38% ของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา) ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ (6 – 14 ปี) ขณะที่ช่วงวัยอนุบาล (3 – 5 ปี) และช่วงวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย (15 – 18 ปี) มีจำนวนเด็กนอกระบบอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 31% เฉลี่ยชั้นปีละ 1 แสนคน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ได้แก่ ความยากจน ปัญหาครอบครัว การต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัว และการขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา
.
การที่จำนวนของเด็กราว 2 ใน 3 ไปรวมอยู่ช่วงชั้นอนุบาลและช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น อาจอธิบายได้เพราะไม่ใช่ช่วงชั้นการศึกษาภาคบังคับ พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายรายอาจตัดสินใจไม่ส่งลูกเรียนในช่วงชั้นเหล่านี้ ด้วยเหตุที่ขาดการอุดหนุนค่าใช้จ่าย แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือยังมีเด็กถึง 1 ใน 3 ที่อยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ หรือแปลได้ว่านโยบาย "เรียนฟรี" นั้นอาจมีรอยรั่ว ยังฟรีไม่จริง เพราะเด็กยังไม่สามารถเข้าเรียนหนังสือได้แม้รัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาแล้วก็ตาม
.
อีกประเด็นสำคัญคือระบบการศึกษาไทยจำเป็นที่จะต้อง "คืนครูให้ห้องเรียน" ผลการสำรวจจากเครือข่ายครูขอสอนพบว่าครูไทยทำงานหนักแต่สอนได้ไม่เต็มที่เพราะถูกแย่งเวลาไป โดยร้อยละ 95 ของครูต้องทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 58 ต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่ผลการสำรวจของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ในปี 2557 พบว่า ใน 200 วัน ครูต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนไปแล้ว 84 วัน
.
ภาระงานครูเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มาจาก 3 สาเหตุหลักด้วยกันคือ ระบบรัฐราชการรวมศูนย์ ที่คิดหรือดำริโครงการโดยไม่คิดถึงภาระงานครู การประเมินผลแบบราชการที่เน้นเอกสารเป็นหลักมากกว่าผลที่เห็นได้จริง การจัดสรรครูที่ไม่มีประสิทธิภาพ เน้นย้ายตามคำขอ แต่ไม่ย้ายตามภาระงานและความจำเป็น เรียกได้ว่า ปัญหาการศึกษาถือเป็นปัญหาสำคัญที่ยาวนานมาตั้งแต่ยุคคณะราษฎร จนถึงทุกวันนี้ไทยก็ยังไม่อาจให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎรได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?