ล็อตเตอรี่ชีวิต: ตีแผ่ชีวิตแรงงานเก็บผลไม้ป่าสวีเดนบนความเสี่ยง






ทีมงาน



เรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของคนงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศแถบยุโรปเหนือเริ่มเป็นที่พูดถึงมาขึ้นในช่วงหลายปีให้หลัง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิแรงงาน สภาพการทำงาน กฎหมายที่คลุมเครือ รวมถึงการจัดการของรัฐบาลไทยที่ยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ
.
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงชีวิตของพี่น้องคนไทยที่ไปใช้แรงงานเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนซึ่งต้องประสบพบเจอกับปัญหาเช่นเดียวกับแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าในหลายประเทศ โดยสรุปประเด็นจากการพูดคุยปัญหาและทางแก้ไขโดย ThaiWISE ในวาระถึงฤดูกาลที่แรงงานไทยจะมาเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดน ซึ่งมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ ปนัดดา ชั่งมณี ผู้จัดการ ThaiWISE พรทิพย์ เหลืองปราการ นักบัญชีวิชาชีพ และจิตรา คชเดช นักต่อสู้เพื่อแรงงานไทย
.

[สัญญาจ้างลวงโลก เป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน]

.
จิตรากล่าวว่าส่วนใหญ่บริษัทจัดหางานจะคิดค่าบริหารจัดการในการพาคนงานมาสวีเดนประมาณ 70,000–100,000 บาทต่อคน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋ว ค่าวีซ่า ค่าที่พักก่อนเดินทาง ฯลฯ ถ้าคนงานไม่มีเงินบริษัทก็จะให้คนงานทำสัญญาเงินกู้เลย คนงานต่างหวังว่าการมาเก็บเบอร์รี่จะได้เงินก้อนกลับบ้านตามที่มีบุคคลหรือกระทรวงเคยพูดไว้ว่าการมาเก็บเบอร์รี่แต่ละครั้งได้เงินถึง 100,000-200,000 บาท ถ้ามองกันผิวเผินก็จะพบว่ามีสัญญาจ้างงานที่ดีมากกับสวีเดน ค่าจ้างอยู่ที่ 23,183 โครน/เดือน ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมอุปกรณ์และที่พัก แต่ในความเป็นจริงแรงงานต้องจ่ายค่าอาหารวันละ 263 โครนแต่กลับได้เพียงน่องไก่และไข่ต้ม ต้องจ่ายค่ารถวันละ 50 โครน และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ ฉะนั้นคนงานจึงมีต้นทุนในการทำงาน 1 วัน ประมาณ 700 โครน ซึ่งต้องเก็บเบอร์รี่ให้ได้มากกว่าวันละ 50 กิโลต่อวัน
.
แม้ในข้อตกลงสภาพการจ้างจะระบุว่าต้องทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แต่ในความเป็นจริงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของสวีเดนที่ช่วงฤดูร้อนจะมีแสงแดดตั้งแต่ตี 3 คนงานก็จะตื่นไปทำงานตามกัน พอสว่างเมื่อใดก็พากันออกไป หลังจากเก็บเบอร์รี่เสร็จยังต้องกลับมาทำความสะอาดผลผลิตอีกหลายชั่วโมง กว่าจะได้นอนก็ 4-5 ทุ่ม
.

[แรงงานใหม่เสี่ยงกลับบ้านพร้อมหนี้]

.
นอกจากนี้คนงานก็จะต้องมีทักษะเชี่ยวชาญ ทราบภูมิประเทศว่าตรงไหนจะมีผลเบอร์รี่มาก ถ้าแรงงานไม่มีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่ทราบแหล่งภูมิประเทศก็จะเก็บไม่ได้มากพอทำให้ไม่มีเงินใช้หนี้ ประกอบกับสภาพอากาศที่แย่และทำงานในช่วงหน้าฝนทำให้โอกาสที่จะป่วยก็เป็นไปได้สูง แต่คนงานไม่สามารถขาดงานได้
.
ก่อนคนงานจะเดินทางกลับนายจ้างจะใช้วิธีการคำนวณว่าคนงานแต่ละคนเก็บได้กี่กิโลและคำนวณแล้วเหลือเท่าไหร่ บางคนเหลือเงินกลับบ้านไม่ถึง 2,000-3,000 บาท บางคนก็ติดลบ มาแล้วไม่ได้อะไร แถมเป็นหนี้อีกด้วย
.

[อัตราการเก็บผลไม้ขายให้กับบริษัท]

.
คนงานจะเรียกบลูเบอร์รี่ว่า “หมากดำ” อัตราการขายให้กับบริษัทแค่ 12 หรือ 15 โครน/กก. ลิงงอน (Lingon) เป็นลูกสีแดง มีน้ำหนักมากกว่า เก็บง่ายกว่า 7–9 โครน/กก. ส่วนคลาวด์เบอร์รี่ (ยูตรอน) ซึ่งเป็นผลไม้หายาก เก็บยากมาก ราคาแพงขึ้นมาหน่อย 20-25 โครน/กก. เก็บมาแล้วต้องทำความสะอาดด้วย ไม่ใช่ว่าจะขายได้เลย แต่ต้องเอาใบไม้ออกให้หมดก่อน
.

[ห้ามขายให้คนรับซื้อข้างทาง]

.
เมื่อแรงงานไทยเดินทางถึงสวีเดนก็จะถูกจัดกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 5–6 คนต่อรถหนึ่งคัน โดยมีคนเก่าอยู่ด้วยหนึ่งคน ส่วนสถานที่ก็ขับรถได้ไปตามใจชอบ ซึ่งนายจ้างก็มีข้อตกลงเป็นคำเตือนว่าห้ามเก็บเบอร์รี่ไปขายให้กับใครก็แล้วแต่ที่มารับซื้อข้างทาง เหตุเพราะมีส่วนต่างมหาศาล ซึ่งแหล่งรับซื้ออิสระเหล่านี้ให้ราคาสูงกว่าบริษัทมาก ช่วงเปิดฤดูใหม่ ๆ บลูเบอร์รี่ขายได้ถึง กก. ละ 60 โครน แต่ราคาที่บริษัทรับซื้อเพียง 12–15 โครน/กก.
.
จิตราระบุว่าบริษัทจัดหางานในไทยมีรายได้จากส่วนต่าง 3 ทาง ค่าส่วนต่างจากตั๋วเครื่องบินและค่าจัดการพาคนงานมา ส่วนต่างจากการขายเบอร์รี่ และค่าอาหารประจำวันซึ่งคิดแพงเกินจริง
.

[ลอตเตอรี่ชีวิต]

.
แรงงานรู้ดีว่าการไปทำงานมีความเสี่ยง อาจไม่ได้อะไรแถมกลับมาพร้อมหนี้ แต่ก็เลือกที่จะไปเพราะเปรียบเหมือนการซื้อลอตเตอรี่ แม้รู้ว่าอาจจะไม่ถูกแต่ก็มีความหวัง รวมถึงคนที่เชื่อว่าการมาต่างประเทศเหมือนเปิดโอกาสในชีวิต อาจเป็นช่องทางที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ก็เลยทำให้คนมีความหวัง คนขายฝันก็คือกระทรวงแรงงานที่ไม่พูดว่าความหวังเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเตือนเลยว่าไปแล้วหมดตัวแน่
.
จิตราชี้ให้เห็นว่าแรงจูงใจสำคัญคือการที่คนงานไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้าแต่สามารถทำสัญญาเงินกู้กับบริษัทนายหน้า คนก็รู้สึกว่าไม่เป็นไรเพราะอย่างไรก็มีเงินมาใช้หนี้ แต่เมื่อปี 2014 มีคนงานเก็บเบอร์รี่ผูกคอตายจากปัญหาหนี้ ถ้ากลับไทยก็ไม่มีเงินใช้หนี้จึงคิดว่าตายดีกว่า จึงอยากจะให้เป็นอุทาหรณ์ว่ามีคนที่สละชีวิตตัวเองด้วยความคับแค้นใจ
.

[ใครคือนายจ้างที่แท้จริง?]

.
พรทิพย์ชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่บริษัทในสวีเดนไม่ยอมรับสถานะนายจ้างที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีประกันสังคม 31.42% ของเงินเดือนลูกจ้าง จึงทำข้อตกลงผ่านบริษัทนายหน้าในไทย แรงงานไทยกลายเป็นลูกจ้างของบริษัทในไทย ซึ่งทำท่าทีส่งคนมาทำงานที่สวีเดน บริษัทที่สวีเดนก็เลยกลายเป็นผู้รับซื้ออย่างเดียว ไม่ใช่นายจ้าง
.
ถ้าบริษัทสวีเดนจ่ายภาษีนายจ้างก็จบ จะไม่มีนายหน้าทำสัญญาหลอก ๆ ขึ้นมา เพราะในสัญญาระบุให้เป็นเงินเดือน แต่ทำงานจริงกลับเก็บเป็นกิโล คือสัญญากับกับสภาพความเป็นจริงไม่ตรงกัน ด้วยเหตุที่ว่าบริษัทที่ประเทศสวีเดนไม่อยากจ่ายภาษี เป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วน ๆ พรทิพย์กล่าว
.
จิตราเล่าว่ามีคนงานสองคนฟ้องศาลแรงงานในไทยและชนะคดี แต่ก็ไม่ได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาล และจะไปหางานอย่างอื่นทำก็ยากเพราะว่าต้องขึ้นศาลอยู่ตลอดเวลา
.

[รัฐต้องสร้างราคาเบอร์รี่ที่สะท้อนแรงงาน]

.
ทางแก้คือรัฐไทยควรควบคุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นทาง กระทรวงแรงงานต้องเข้ามาดูเรื่องการทำเอกสารและตั๋วเครื่องบิน ค่าทำเอกสารหัวละ 10,000 บาท บวกกับค่าเครื่องบินตามจริงก็พอแล้ว ในเรื่องค่าอาหารไม่ควรเกิน 100 โครนต่อวันและควรยกเว้นค่ารถโดยสาร เพราะปัจจุบันสภาพรถที่ใช้เข้าป่ามีสภาพเก่าและทรุดโทรม ไม่สมควรคิดเป็นต้นทุนกับแรงงานอีก
.
ฝั่งรัฐบาลสวีเดนควรมีการกำหนดราคากลางของเบอร์รี่ที่เป็นธรรมโดยอิงกับต้นทุนแรงงานจริง เช่น ระยะเวลาที่คนงานใช้ในการเก็บผลไม้ 1 กิโลกรัม และค่าแรงขั้นต่ำที่ทำให้สามารถดำรงชีพได้ในสวีเดน เพราะการเก็บเบอร์รี่เป็นงานใช้แรงกายและทักษะเข้มข้น เป็นงานทำมือที่หนักมาก
.

[หุ้นส่วน-คนในชุมชนสวีเดน]

.
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือแรงงานไทยขาดความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกในพื้นที่ บริษัทจัดหางานควรมีบทบาทเป็นตัวกลางในการเชื่อมแรงงานเข้ากับชุมชน และชุมชนควรจะเป็นหุ้นส่วนในการจัดหางาน ซึ่งจะจูงใจให้ชุมชนอำนวยความสะดวก ดูแลทรัพยากร และสนับสนุนคนเก็บเบอร์รี่ในระยะยาว และลดความรู้สึกถูกบุกรุก เพราะถ้ายิ่งคนงานเก็บได้มากชุมชนก็จะได้กำไร รายได้เข้าชุมชน ชุมชนก็จะช่วยให้ป่ามีผลผลิตเบอร์รี่ออกมาเยอะ ๆ นอกจากนี้ชุมชนก็สามารถสร้างอำนาจการต่อรองกับบริษัทรับซื้อเบอร์รี่ได้ด้วย
.

[สิทธิขอคืนภาษี 6 ปี]

.
ระบบภาษีของสวีเดนเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีหากเข้าเงื่อนไข เช่น มีสิทธิขอคืนภาษีย้อนหลังได้ถึง 6 ปีหากรายได้ทั้งปีมาจากสวีเดนเกิน 90% ซึ่งคนงานสามารถเสียภาษีรายได้เหมือนคนที่สวีเดน และได้สิทธิ์ในลดหย่อนด้วย เพราะว่าแรงงานไทยหลายคนทำงานเฉพาะที่สวีเดน พอมีรายได้จากสวีเดนไปจำนวนหนึ่งเมื่อกลับไทยอาจจะไม่ได้ทำงาน หรืออาจจะทำสวน ทำนา ทำเกษตรกรรม แล้วไม่มีรายได้ในระบบ ฉะนั้นถือว่ารายได้ส่วนใหญ่ของเขามาจากประเทศสวีเดน โดยเกินกว่า 90% ของรายได้ทั้งปี
.
แต่ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข 90% คนงานสามารถเสียภาษีซิงก์ (SINK) จ่าย 25% จบแล้ว ไม่ต้องส่งรายงานภาษี ไม่มีภาระผูกพันใดๆ ก็จะถูกกว่า สมมติว่าคนงานมาทำงานที่สวีเดนทุกปี เสียภาษี 25% ทุกปีแล้วไม่มีรายได้จากเมืองไทยเลย กรณีนี้สามารถที่จะขอย้อนคืนภาษีย้อนหลังได้ถึง 6 ปี แต่ส่วนใหญ่แรงงานไทยไม่ทราบเงื่อนไข 90% นี้ ทำให้เงินภาษีค้างอยู่ในระบบที่สวีเดน ซึ่งมีมหาศาลมาก เพราะขาดการให้ข้อมูลจากนายหน้าและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?