ตามหาสิ่งที่หายไปหลังอภิวัฒน์สยาม วาดหวังอุดมการณ์ประชาธิปไตยหยั่งรากลึก




ทีมงาน



เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 93 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยหรือ "อภิวัฒน์สยาม" ทีมงานสมาชิกวุฒิสภา เทวฤทธิ์ มณีฉายร่วมกิจกรรมเสวนา “หาย-หา’: 93 ปี อภิวัฒน์สยาม จากย่ำรุ่งสู่ประชาธิปไตย” ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยส่วนหนึ่งของกิจกรรมดังกล่าวมีวงเสวนาในหัวข้อ "หาย-หา: สิ่งที่หายไปและความหวังครั้งใหม่ในการสร้างประชาธิปไตยของประชาชน" โดยมีนักวิชาการและนักกิจกรรมเข้าร่วมแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย ได้แก่ ศ. ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชานันท์ ยอดหงษ์ นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวประชาไท และดำเนินรายการโดย ปพิชญานันท์ จารุอริยานนท์ เจ้าหน้าที่รณรงค์จากคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)
.
ศ. ดร.ชาตรีกล่าวว่ามรดกของคณะราษฎรในเชิงสถาปัตยกรรม เช่น อาคารศาลฎีกาเดิมและอาคารบนถนนราชดำเนินกลาง กำลังถูกรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ การที่มรดกคณะราษฎรหายไปทำให้ความจริงที่เกี่ยวข้องหายไปด้วย ระหว่างปี 2556 – 2557 มีการรื้ออาคารศาลฎีกาที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคของคณะราษฎรขึ้นและสร้างอาคารทรงไทยแทน ทั้งที่อาคารศาลฎีกานี้สร้างขึ้นเพื่อฉลองเอกราชทางศาลที่เสียเปรียบต่างชาติ ซึ่งกษัตริย์ไทยพยายามทำมาตลอดแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเมื่อคณะราษฎรทำสำเร็จในปี 2481 ทำให้มีเอกราชสมบูรณ์ตามหลัก 6 ประการก็มีการเฉลิมฉลองและสร้างอาคารศาลฎีกาขึ้น แต่หลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 ข้อมูลนี้ก็ถูกบิดเบือน แม้แต่คนที่ทำงานในศาลก็ไม่ยอมรับอีกต่อไป
.
กรณีล่าสุดคือถนนราชดำเนินกลางที่มีการรื้ออาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคซึ่งสะท้อนประชาธิปไตยของคณะราษฎรเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกเหมือนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยจะรื้อถึง 17 อาคารโดยอ้างว่าเพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์ อนาคตเมื่อรื้ออาคารแล้วก็อาจจะรื้ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่อไปโดยอ้างว่าแปลกปลอม ไม่เข้ากับอาคารโดยรอบ
.
ชานันท์ ยอดหงษ์ กล่าวว่าสถาปัตยกรรมและอนุสาวรีย์ที่หายไปเป็นเรื่องน่ากังวล แต่บางเรื่องที่กลับมากลับน่ากังวลกว่า เช่น พระคลังข้างที่ ก่อนปี 2475 กลุ่มสตรีออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องว่าควรได้บำเหน็จบำนาญและเงินเดือนเท่าผู้ชาย แต่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่สนใจ จนอภิวัฒน์ 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงออก พรบ. แก้ไขให้ได้เท่าเทียมกัน การเคลื่อนไหวจึงยุติลง และยังมีคณะกรรมการสื่อสมรสซึ่งรัฐพยายามจับคู่ประชาชน เป็นการจัดการเนื้อตัวร่างกายและการเจริญพันธุ์ของประชาชน มีการออกหลักปฏิบัติของสามีภรรยา สะท้อนว่ามีความพยายามพัฒนาวัฒนธรรมให้ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเท่าเทียมขึ้น ไม่ใช่ให้ผู้หญิงเป็นทาสคอยรับใช้ผู้ชาย เค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ก็บอกให้สงวนอาชีพบางอย่างให้ผู้หญิงเพื่อให้ผู้หญิงมีสัดส่วนแรงงานมากขึ้น ถ้าไม่มีผู้หญิงจึงให้ผู้ชายทำ และมีการรณรงค์ “นมคนสำหรับลูกคน” ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ที่สิ่งเหล่านี้หายไปแสดงว่าประชาชนและสังคมตื่นรู้ขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนมแม่หรือความเท่าเทียมทางเพศซึ่งคณะราษฎรเป็นผู้ผลักดัน
.
ปี 2494 มีการสร้างโรงพยาบาลหญิง ให้ผู้หญิงไปทำงานดูแลผู้หญิงด้วยกันและเด็ก แต่ในปี 2519 หลังคณะราษฎรหมดอำนาจแล้วก็มีการเปลี่ยนโรงพยาบาลหญิงให้รักษาทุกเพศวัยและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลราชวิถี เป็นการทำให้ผลงานของคณะราษฎรหายไปด้วยการเปลี่ยนชื่อ เราจึงควรให้ความสำคัญกับอนาคตคือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมากกว่า โดยเอาสิ่งที่หายไปหรือไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ กลับมาใช้ หรือแม้แต่เค้าโครงเศรษฐกิจก็เช่นกัน
.
ด้าน จีรนุช เปรมชัยพร กล่าวถึงการ “หาย” และ “หา” ว่าเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกลบหายจากพื้นที่สาธารณะ เช่น หมุดคณะราษฎร ก็ยิ่งกระตุ้นให้ประชาชนตั้งคำถามและค้นหาความหมายของประวัติศาสตร์มากขึ้น หากเราไม่สรรเสริญคณะราษฎรจนเกินไปก็ต้องบอกว่าประชาชนไม่อยู่ในสมการการปกครองเช่นกัน แม้คณะราษฎรจะมีสายพลเรือนแต่ประชาชนก็ยังไม่มีโอกาสตัดสินใจเพราะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และคณะราษฎรต้องปฏิบัติการลับสุดยอด แม้แต่ปรีดี พนมยงค์ก็บอกพูนศุขที่เป็นภรรยาไม่ได้ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎรกับคณะเจ้าก็ช่วงชิงความหมายกัน หลัง รธน. ชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ก็มี รธน. 10 ธันวาคมตามมา
.
ตนอยู่ในยุคที่สนามหลวงเป็นตลาดนัดของประชาชน “หลวง” หมายถึง “สาธารณะ” ไม่ใช่ “เจ้า” แต่ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว ที่ยุโรปมีสถานที่ของประชาชนเต็มไปหมด มีหมุดปักสถานที่ที่คนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือชื่อถนนก็เป็นชื่อประชาชนธรรมดา ศิลปิน กวี หรือ สส. ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ แต่ของไทยไม่มี
.
ประชาชนเริ่มมีปากเสียงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ก่อน 6 ตุลาคม 2519 ขบวนการนิสิตนักศึกษา กรรมกร ชาวนาเป็นสามประสานช่วยผลักดันต่อสู้ แต่หลังจากถูกปราบปรามก็หายไป ประชาชนไม่ถูกทำให้อยู่ในสมการ ที่น่าเศร้าคือเมื่อประชาชนเริ่มมีอำนาจและเป็นหนึ่งเดียวกันหลังพฤษภา 2535 สงครามประชาชนกลับกลายเป็นสงครามสีเสื้อ ประชาชนเป็นศัตรูกันเอง บั่นทอนกันเอง และถูกฉวยใช้ ประชาชนเองก็สู้ทุกวิถีทาง ตนเป็นคนทำสื่อแต่ก็ต้องมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ประชาชนจึงต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง
.
ในช่วงท้าย ศ. ดร.ชาตรี กล่าวถึงการจัดทำเว็บไซต์ “วัตถุปฏิวัติ” เพื่อบันทึกข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับคณะราษฎรในแง่มุมต่าง ๆ ขณะที่จีรนุชชี้ว่าแม้ระบบการศึกษาไทยจะไม่เน้นสอนเรื่องคณะราษฎร แต่การลุกขึ้นสู้ของประชาชนในยุคใหม่ โดยเฉพาะหลังปี 2563 ทำให้การรับรู้ประวัติศาสตร์ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เราอาจไม่ชนะในเร็ว ๆ นี้แบบพลิกฝ่ามือ จะทำแบบนั้นได้คือกองทัพ การสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องยืนระยะ ไม่ทำผิดพลาดซ้ำ ๆ ต้องมีเพื่อนและชุมชน ถ้าเหนื่อยหรือไม่ไหวก็พัก ไม่ต้องแบก สลับให้คนอื่นขึ้นมาแทน จะได้ยืนระยะได้นาน ๆ ตนยังมีความหวังกับผู้คนในสังคม คนที่ยังไม่ลุกขึ้นมาถ้ารู้สึกก็จะลุกขึ้นมาสักวันหนึ่ง
.
ผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดเห็นพ้องว่า แม้มรดกคณะราษฎรหลายด้านจะสูญหายไป แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยยังคงอยู่ในความหวังของประชาชน และการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนจริง ๆ คือหนทางสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูอุดมการณ์นั้นอย่างยั่งยืน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?