‘นฤมล’ ตอบกระทู้ถาม ‘สว.เทวฤทธิ์’ ปมปลาหมอคางดำลงราชกิจจานุเบกษา
‘นฤมล’ ตอบกระทู้ถาม ‘สว.เทวฤทธิ์’ ปมปลาหมอคางดำลงราชกิจจานุเบกษา - เผยกำจัดได้แล้ว 3 ล้านกิโลฯ ยันมาตรการแก้ปัญหาคืบหน้าพร้อมมาตรการเยียวยาต่อเนื่อง ใช้งบฯ รวม 226 ล้านบาท เผยกรมประมงถูกเอกชนฟ้อง ติดล็อกดำเนินคดีผู้ก่อมลพิษไม่ได้
.
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำตอบกระทู้ถาม เรื่อง “ปัญหาการควบคุมการระบาดของสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานอย่างปลาหมอคางดำมาตรการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรและชาวประมง และการแสวงหาผู้รับผิดชอบ” ซึ่งนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภากลุ่มสื่อสารมวลชน ยื่นถามต่อนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567
.
ต่อข้อคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในปัจจุบันของแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 สิงหาคม 2567 นางนฤมลให้คำตอบว่ากรมประมงมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งประกอบด้วยมาตรการควบคุมและกำจัดในแหล่งน้ำทุกที่ที่พบการแพร่ระบาด โดยตั้งเป้ากำจัดปลาหมอคางดำ 5 ล้านกิโลกรัม ซึ่งสามารถกำจัดได้แล้วทั้งสิ้น 3.7 ล้านกิโลกรัม ส่วนการกำจัดปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นมีการปล่อยลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าขนาด 4 - 5 นิ้ว ได้แก่ ปลากระพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลากดเหลือง และปลากราย ทั้งสิ้น 745,336 ตัว นอกจากนี้ยังมีมาตรการนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ทั้งทำปลาป่น ทำน้ำหมักชีวภาพ บริโภค ผลิตปลาร้า
.
นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน โดยจัดทำระบบแจ้งตำแหน่งการพบปลาหมอคางดำสำหรับประชาชน รวมถึงสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนออกประกาศ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำรวมทั้งหมด 10 ฉบับ พร้อมทั้งดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาของหมอคางดำ และมาตรการสุดท้ายคือการฟื้นฟูระบบนิเวศ
.
รมว. เกษตรฯ ยังเปิดเผยว่าที่ผ่านมามีการใช้จ่ายงบประมาณในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ปี 2567 - 2569 รวม 226,859,397 บาท แบ่งเป็นงบประมาณจากการยางแห่งประเทศไทย งบประมาณกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปีกรมประมง
.
สำหรับคำถามถัดมาในเรื่องของมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำนั้น นางนฤมลตอบว่ากรมประมงดำเนินมาตรการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ทั้งการรับซื้อปลาหมอคางดำโดยภาครัฐและเอกชน โดยกรมประมงรับซื้อกิโลกรัมละ 10-20 บาท เพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพและแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่วนภาคเอกชนรับซื้อไปผลิตปลาป่น โดยในปี 2567 ถึงเดือนมกราคม 2568 ปริมาณรับซื้อรวม 3.7 ล้านกิโลกรัม ขณะเดียวกันยังมีมาตรการสนับสนุนกากชาเพื่อใช้กำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง ลดภาระของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบแล้วทั้งสิ้น 21,390 กิโลกรัม และอีกมาตรการสำคัญคือการประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อประกาศให้เป็นเขตช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยได้รับความเห็นชอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
คำถามสุดท้ายที่สำคัญ คือ มีมาตรการในการหาคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ก่อมลพิษจากการทำให้เกิดการทำให้แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างไร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอบคำถามดังนี้
.
"กรมประมงในฐานะหน่วยงานทางปกครองถูกเอกชนฟ้องร้องเป็นคดีปกครอง กรณีปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยคดีมีประเด็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมประมง และปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด ทำให้กรมประมงยังไม่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากการพิจารณาคดียังไม่ได้ข้อยุติว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อมลพิษจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในชั้นนี้"
.
ผมเห็นว่าคำตอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในข้อสุดท้ายนี้มีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานทางปกครองและมีหน้าที่โดยตรงในการพิสูจน์ความจริงและเยียวยาความเสียหายจากผู้ก่อมลพิษอย่างกรมประมงกลับเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทางคดีทางปกครองเรื่องปลาหมอคางดำเสียเอง ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการการพิสูจน์ความจริงและนำคนผิดมาลงโทษต้องล่าช้าออกไปและเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ก่อมลพิษในครั้งนี้ยังคงลอยนวลต่อไปไม่ถูกดำเนินคดี สุดท้ายนี้ผมหวังว่าภาครัฐจะสามารถนำผู้กระผิดมาลงโทษและจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้สาสมกับที่ก่อความเสียหายอย่างมหาศาลต่อธรรมชาติ และเกษตรกรไทย ไม่ปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดจนต้องเอาเงินภาษีของประชาชนมาแก้ไขปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้
.
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำตอบกระทู้ถาม เรื่อง “ปัญหาการควบคุมการระบาดของสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานอย่างปลาหมอคางดำมาตรการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรและชาวประมง และการแสวงหาผู้รับผิดชอบ” ซึ่งนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภากลุ่มสื่อสารมวลชน ยื่นถามต่อนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567
.
ต่อข้อคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในปัจจุบันของแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 สิงหาคม 2567 นางนฤมลให้คำตอบว่ากรมประมงมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งประกอบด้วยมาตรการควบคุมและกำจัดในแหล่งน้ำทุกที่ที่พบการแพร่ระบาด โดยตั้งเป้ากำจัดปลาหมอคางดำ 5 ล้านกิโลกรัม ซึ่งสามารถกำจัดได้แล้วทั้งสิ้น 3.7 ล้านกิโลกรัม ส่วนการกำจัดปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นมีการปล่อยลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าขนาด 4 - 5 นิ้ว ได้แก่ ปลากระพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลากดเหลือง และปลากราย ทั้งสิ้น 745,336 ตัว นอกจากนี้ยังมีมาตรการนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ทั้งทำปลาป่น ทำน้ำหมักชีวภาพ บริโภค ผลิตปลาร้า
.
นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน โดยจัดทำระบบแจ้งตำแหน่งการพบปลาหมอคางดำสำหรับประชาชน รวมถึงสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนออกประกาศ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำรวมทั้งหมด 10 ฉบับ พร้อมทั้งดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาของหมอคางดำ และมาตรการสุดท้ายคือการฟื้นฟูระบบนิเวศ
.
รมว. เกษตรฯ ยังเปิดเผยว่าที่ผ่านมามีการใช้จ่ายงบประมาณในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ปี 2567 - 2569 รวม 226,859,397 บาท แบ่งเป็นงบประมาณจากการยางแห่งประเทศไทย งบประมาณกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปีกรมประมง
.
สำหรับคำถามถัดมาในเรื่องของมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำนั้น นางนฤมลตอบว่ากรมประมงดำเนินมาตรการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ทั้งการรับซื้อปลาหมอคางดำโดยภาครัฐและเอกชน โดยกรมประมงรับซื้อกิโลกรัมละ 10-20 บาท เพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพและแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่วนภาคเอกชนรับซื้อไปผลิตปลาป่น โดยในปี 2567 ถึงเดือนมกราคม 2568 ปริมาณรับซื้อรวม 3.7 ล้านกิโลกรัม ขณะเดียวกันยังมีมาตรการสนับสนุนกากชาเพื่อใช้กำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง ลดภาระของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบแล้วทั้งสิ้น 21,390 กิโลกรัม และอีกมาตรการสำคัญคือการประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อประกาศให้เป็นเขตช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยได้รับความเห็นชอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
คำถามสุดท้ายที่สำคัญ คือ มีมาตรการในการหาคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ก่อมลพิษจากการทำให้เกิดการทำให้แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างไร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอบคำถามดังนี้
.
"กรมประมงในฐานะหน่วยงานทางปกครองถูกเอกชนฟ้องร้องเป็นคดีปกครอง กรณีปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยคดีมีประเด็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมประมง และปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด ทำให้กรมประมงยังไม่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากการพิจารณาคดียังไม่ได้ข้อยุติว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อมลพิษจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในชั้นนี้"
.
ผมเห็นว่าคำตอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในข้อสุดท้ายนี้มีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานทางปกครองและมีหน้าที่โดยตรงในการพิสูจน์ความจริงและเยียวยาความเสียหายจากผู้ก่อมลพิษอย่างกรมประมงกลับเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทางคดีทางปกครองเรื่องปลาหมอคางดำเสียเอง ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการการพิสูจน์ความจริงและนำคนผิดมาลงโทษต้องล่าช้าออกไปและเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ก่อมลพิษในครั้งนี้ยังคงลอยนวลต่อไปไม่ถูกดำเนินคดี สุดท้ายนี้ผมหวังว่าภาครัฐจะสามารถนำผู้กระผิดมาลงโทษและจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้สาสมกับที่ก่อความเสียหายอย่างมหาศาลต่อธรรมชาติ และเกษตรกรไทย ไม่ปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดจนต้องเอาเงินภาษีของประชาชนมาแก้ไขปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้
.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น