ง่าย โปร่งใส มีส่วนร่วมและวางใจ หัวใจของดันให้เอสโตเนียเป็น 'รัฐบาลดิจิทัล'
ช่วงวันที่ 2 และ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางมาที่เมืองทาลลินซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเอสโตเนียกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อมาประชุมทวิภาคีกับหลายองค์กร ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมที่นี้ โดยประเด็นหนึ่งที่ร่วมพูดคุยคือเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐสู่ e – Government ที่ประเทศนี้ถูกยกเป็นโมเดลต้นแบบที่บริหารด้วย Blockchain Technology ส่งผลให้มีการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดโดยทุกอย่างอยู่ในออนไลน์ โดยได้ไปคุยกับ องค์กรอย่าง e-Briefing Center องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลของที่นี้, e - GOVERNANCE ACADEMY องค์กรภาคประชาสังคมที่คอยให้คำปรึกษา อบรม และพัฒนาโครงการด้านรัฐบาลดิจิทัล การมีส่วนร่วมของประชาชน และความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมทั้ง Estonian Data Protection Inspectorate หรือ สนง.ตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูล ที่คอยหน่วยงานกำกับดูแลการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และที่สำคัญยังมีเรื่องการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะด้วย
.
[ ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้ที่นี่นำดิจิทัลมาใช้ในการบริการจัดการภาครัฐ ]
.ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศนี้ทื่แยกออกมาจากการที่ประเทศนี้ไม่ได้มีประชากรที่มาก แต่ก็มีคนที่อยู่ในพื้นที่ห้างไกลทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงกัน ปลายทศวรรษ 90 จึงมีความพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นดิจิทัล โดยมีปัจจัยสำคัญที่เป็นทำให้เกิดการผลักดันให้เป็นไปได้จริง คือ 1. ผู้นำทางการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนผ่านทั้ง ประธานาธิบดีและนายกฯ ในช่วงนั้น เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากของระบบราชการกับปัญหาการคอรัปชั่น 2. คือการมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานการพัฒนามาตั้งปี 1960
.
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามด้วยการให้ความรู้กับประชาชนให้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้เทคโนโลยีได้ โดยผู้มีบทบาทสำคัญคือบรรณารักษ์ห้องสมุดทั้งที่โรงเรียนและชุมชนที่จะอบรบการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับประชาชน อีกส่วนที่ทำให้เกิดการ digitalization คือภาคเอกชนโดยเฉพาะการที่ธนาคารที่มีการจัดเก็บข้อมูลและดึงดูดให้คนใช้ระบบดิจิทัล และอีกส่วนที่ดึงให้คนมาใช้ระบบดิจิทัลมกคือระบบการยื่นภาษีออนไลน์ที่เป็นระบบที่เร็วและหากได้เงินภาษีคืนก็จะเร็วกว่าระบบเดิมจึงเป็นการดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น
[ 3 เสาหลักที่สนับสนุนให้เกิดรัฐบาลดิจิทัล ]
.1) บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของทุกๆ อย่าง โดยเริ่มแรกนั้นคนยังไม่สนใจ จนธนาคารจะเอาข้อมูลทุกอย่างเข้าไปในบัตรนั้น คนจึงเข้ามาสนใจมากขึ้น 2) X-Road เป็นระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างๆ ของรัฐ และ 3) Cybersecurity ความปลอดภัยไซเบอร์ จากเหตุการณ์ที่มีคนพยายามแฮกระบบครั้งสำคัญในปี 2007 ทำให้เกิดการสนับสนุนจาากนาาโต้และ EU Agencies เข้าามาช่วยพัฒนาระบบการตอบโต้การโจมตีไซเบอร์ ทั้ง 3 เสานี้เป็นสิ่งที่ค้ำยันระบบรัฐบาลดิจิทัล
.
สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนในการเข้ามาใช้ระบบดิจิทัลคือการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจหรือเชื่อมันในระบบ และสิ่งนี้เกิดจากความโปร่งใสที่ประชาชนที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นสามารถเช็คได้ว่าใครมาส่องข้อมูลตนเองบ้าง หรือ Data Trackker ซึ่งระบบนี้คาดว่าจะมีเฉพาะที่นี่ โดยทางเอสโตเนียพยายามรณรงค์ให้ประเทศอื่นๆ ใช้ระบบนี้ ซึ่งยูเครนก็ให้ความสนใจ Data Trackker นี้ทำงานคู่ขนานไปดับ X-Road โดยที่แกนหลักคือผู้ที่เข้าไปดูข้อมูลเหล่านั้นต้องอธิบายเหตุผลของการไปดูให้ได้ แต่หากเจ้าของข้อมูลไม่พอใจก็สามารถร้องเรียนไปยัง สนง.ตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลได้ โดยมีกฎหมายสำคัญที่คอยปกป้องคือ พ.ร.บ.ข้อมูลปี 1997 ของที่นี้ที่ทำให้เมื่อมี General Data Protection Regulation ( GDPR) ที่ใช้ใน EU ในปี 2018 จึงมีความต่อเนื่องกัน
.
ทั้งนี้ระบบ Data Trackker น่าพิจารณามาใช้ในบ้านเรานอกจากจะช่วยสร้างทั้งความโปร่งใสในตัวมันเองแลัว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะมาใช้ระบบนี้ ป้องกันการรั่วไหลด้วย
.
ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเป็นหลักสำคัญของระบบนี้ โดยเริ่มจาก 1. PEOPLE เป็นคีย์สำคัญที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่ทุกคนทราบว่าจะได้อะไรและอยากได้อะไร หน้าที่ของรัฐบาลคือบริการประชาชน 2. Process ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ง่ายต่อการใช้และเข้าถึง 3. technology ที่ระบบทำให้เกิดความเชื่อมโยงต่อกัน
.
[ ปัจจัยความสำเร็จ : ความไว้วางใจ ความง่าย ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม ]
.สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนในการเข้ามาใช้ระบบดิจิทัลคือการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจหรือเชื่อมันในระบบ และสิ่งนี้เกิดจากความโปร่งใสที่ประชาชนที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นสามารถเช็คได้ว่าใครมาส่องข้อมูลตนเองบ้าง หรือ Data Trackker ซึ่งระบบนี้คาดว่าจะมีเฉพาะที่นี่ โดยทางเอสโตเนียพยายามรณรงค์ให้ประเทศอื่นๆ ใช้ระบบนี้ ซึ่งยูเครนก็ให้ความสนใจ Data Trackker นี้ทำงานคู่ขนานไปดับ X-Road โดยที่แกนหลักคือผู้ที่เข้าไปดูข้อมูลเหล่านั้นต้องอธิบายเหตุผลของการไปดูให้ได้ แต่หากเจ้าของข้อมูลไม่พอใจก็สามารถร้องเรียนไปยัง สนง.ตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลได้ โดยมีกฎหมายสำคัญที่คอยปกป้องคือ พ.ร.บ.ข้อมูลปี 1997 ของที่นี้ที่ทำให้เมื่อมี General Data Protection Regulation ( GDPR) ที่ใช้ใน EU ในปี 2018 จึงมีความต่อเนื่องกัน
.
ทั้งนี้ระบบ Data Trackker น่าพิจารณามาใช้ในบ้านเรานอกจากจะช่วยสร้างทั้งความโปร่งใสในตัวมันเองแลัว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะมาใช้ระบบนี้ ป้องกันการรั่วไหลด้วย
.
ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเป็นหลักสำคัญของระบบนี้ โดยเริ่มจาก 1. PEOPLE เป็นคีย์สำคัญที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่ทุกคนทราบว่าจะได้อะไรและอยากได้อะไร หน้าที่ของรัฐบาลคือบริการประชาชน 2. Process ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ง่ายต่อการใช้และเข้าถึง 3. technology ที่ระบบทำให้เกิดความเชื่อมโยงต่อกัน
.




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น