ปมนายจ้างตรวจปัสสาวะแรงงานหญิงหวั่นตั้งครรภ์ ขอนายกฯ เร่งเพิ่มเงินอุดหนุนลาคลอด - รับรองกฎหมายขจัดเลือกปฏิบัติ
ในกิจกรรมเสวนา “วิกฤติความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิภาพแรงงานไทย” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 มีการเปิดเผยจากศรีไพร นนทรีย์ นักเคลื่อนไหวกลุ่มสหภาพแรงงาน ย่านรังสิตและใกล้เคียงว่าคนงานหญิงถูกตรวจปัสสาวะก่อนเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการละเมิดอย่างมหาศาล แรงงานหญิงรายใดตั้งครรภ์จะทำงานต่อไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีลูก คนงานหญิงหลายคนจึงตัดสินใจทำแท้งเพื่อให้มีงานทำ ซึ่งตามมาด้วยปัญหาสุขภาพจิตเพราะไม่ได้อยากทำแท้ง
.
การกระทำข้างต้นของนายจ้างถือเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการบังคับตรวจเชื้อ HIV ที่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้ และเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 27 บัญญัติไว้ว่า
"บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้"
.
ขณะที่ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ม.43 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ และเมื่อลองพิจารณาตัวแบบในต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายความเป็นธรรมสำหรับผู้ทำงานตั้งครรภ์ (PWFA) นายจ้างต้องจัดการอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับข้อจำกัดที่ทราบกันดีของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร หรือภาวะทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง หากการอำนวยความสะดวกนั้นไม่ก่อให้เกิดความลำบากจนเกินควร นอกจากนี้ PWFA ยังห้ามไม่ให้นายจ้างบังคับให้พนักงานต้องรับการอำนวยความสะดวก ขาดขั้นตอนบางอย่างโดยไม่ได้ผ่านขั้นตอนที่เหมาะสม และห้ามมิให้นายจ้างบังคับให้พนักงานลางาน หากมีการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดความลำบากจนเกินควรที่จะทำให้พนักงานทำงานต่อไปได้
.
เช่นเดียวกับในต่างประเทศอย่างกฎหมายแรงงานฝรั่งเศสนั้นห้ามเลิกจ้างหญิงตั้งครรภ์ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึง 10 สัปดาห์หลังคลอด ด้านสวีเดนลาคลอดได้สูงสุด 480 วัน และห้ามเลือกปฏิบัติหรือเลิกจ้างเนื่องจากการตั้งครรภ์ ส่วนออสเตรเลียมีโครงการจ่ายเงินลาคลอดสูงสุด 18 สัปดาห์ และห้ามนายจ้างเลิกจ้างหรือเลือกปฏิบัติต่อพนักงานเนื่องจากการตั้งครรภ์
.
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าฝ่ายนายจ้างจะมีความกังวลกับ พรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภาฯ ซึ่งจะเพิ่มสิทธิการลาคลอดเป็น 120 วัน ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ. คุ้มครองแรงงานมีมติว่าไม่ควรมีแรงงานคนใดมีมาตรฐานการคุ้มครองต่ำกว่า พรบ. ดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาส่วนนี้อาจเป็นภาระสำหรับนายจ้างที่เพิ่มขึ้น ในบางประเทศเงินอุดหนุนระหว่างลาคลอดจึงเป็นรายจ่ายที่รัฐรับผิดชอบ ดังนั้นแนวทางที่จะเพิ่มไปถึง 180 วันตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้แม่ได้ดูแลบุตร รัฐเองก็ต้องสนับสนุนให้มากกว่านี้ เช่น จ่ายอุดหนุนในส่วนที่เพิ่มขึ้น นอกจากเป็นการขยายการคุ้มครองแรงงานที่มากกว่าแรงงานนอกระบบด้วยแล้ว ยังจะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่จะเกิดในอนาคตจากการที่คนเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ จนอาจมีกำลังแรงงานไม่เพียงพอในอนาคตด้วย
.
จะเห็นได้ว่า “สวัสดิการ” และ “การเลือกปฏิบัติ” เป็นประเด็นหลักที่นานาอารยประเทศนำมากำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานที่ตั้งครรภ์ ซึ่งในไทยเองนอกจากภาคประชาชนจะผลักดันให้ลาคลอดได้ 180 วันแล้ว ก็กำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาครอบคลุมการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบและสร้างกลไกการคุ้มครองการขจัดการเลือกปฏิบัติด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี
.
สถานการณ์การเลือกปฏิบัติในประเทศไทยทั้งภาคแรงงานและในสังคมนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติมาคุ้มครองประชาชน นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญที่ยังคงถูกละเมิดอยู่แทบจะตลอดเวลา นอกจากนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาให้รัฐจ่ายเงินสนับสนุนการลาคลอดเพิ่มขึ้นแล้ว ยังต้องเร่งรับรอง พรบ. ขจัดการเลือกปฏิบัติฯ โดยเร็วเพื่อไม่ให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่านี้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น