ดัชนีคอร์รัปชั่นตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี เมื่อ "ปราบโกง" เป็นเพียงคำโฆษณาและปราบเฉพาะฝ่ายตรงข้าม
การประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวานนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2568) ได้ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ด้วยคะแนน 33 จาก 100 คะแนน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลเกี่ยวกับระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศในสายตานานาชาติ
.นอกจากเราจะได้เห็นคะแนนที่ต่ำกว่าเดิมในรอบ 19 ปี แต่ผลในครั้งนี้ยังสะท้อนว่าไทยได้พ่ายแพ้ให้กับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างหมดรูป ไม่เพียงแค่สิงคโปร์หรือมาเลเซียที่นำหน้าเราไปนานแล้ว แต่ในวันนี้ ไทยถูกแซงหน้าโดยเวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งกวาดบ้านและสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดการลงทุน ไทยกลับกำลังถอยหลังลงคลองในมิติของความโปร่งใส.
ตัวเลขนี้ยิ่งห่างไกลจากเป้าจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะ ในแผนแม่บทประเด็นที่ 21 เรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ตั้งเป้า CPI อันดับ 1 ใน 54 และ/หรือได้คะแนนไม่ต่ำ กว่า 50 คะแนน และภาวะวิกฤตจากเป้าหมายนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เกิดมาตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นมาหลังรัฐธรรมนูญ 60 และแผนเริ่มดำเนินการ ย้อนดูตัวเลขก่อนหน้า.
ปี 2562: 36 คะแนน, อันดับ 101
ปี 2563: 36 คะแนน, อันดับ 104
ปี 2564: 35 คะแนน, อันดับ 110
ปี 2565: 36 คะแนน, อันดับ 101
ปี 2566: 35 คะแนน, อันดับ 108
ปี 2567: 34 คะแนน, อันดับ 107
.
ประเด็นนี้ผมได้มีโอกาสถามผู้ชี้แจงจากสำนักงาน ป.ป.ช. ในการประชุมกรรมาธิการงบประมาณฯ ซึ่งผู้ชี้แจงก็ยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่เราเข้าไปสู่การวัด CPI นั้น ที่ตั้งเป้าหมายเป็นการตั้งไปตามแผน เป็นแผนหลัก และสิ่งที่จะดำเนินการในลักษณะนี้ ป.ป.ช. ไม่สามารถวัดตามลำพังได้ ตัวหลัก ๆ ที่คะแนนตกมากที่สุดคือการรับสินบนหรือไม่ และมีการทุจริตหรือไม่ เป็นตัวฉุดรั้งค่า CPI ในภาพรวม ดังนั้นหลายหน่วยที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะต้องมาดูเรื่องรายละเอียดในภาพรวมทั้งหมด วันนี้มีกรรมการไปดูเรื่องตัวชี้วัด หากไปไม่ถึงจริง ๆ ก็ต้องมีการพิจารณาหรือรีวิวใหม่ ดังนั้นค่า CPI จะต้องมีการทบทวน
.
จริง ๆ อีกตัวชี้วัดในแผนยุทธศาสตร์นี้คือการดำเนินคดีทุจริตมีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขและป้องกันการทุจริตนั้น ระหว่างปี 62-63 อยู่ในขั้นวิกฤตต่อการบรรลุเป้าหมายเลยทีเดียว มาปี 64-67 ขยับขึ้นมาขั้นเดียวไปอยู่ที่ระดับเสี่ยงไม่บรรลุเป้าหมาย
.
คำถามสำคัญคือ “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?” ทั้งที่เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ได้รับสมญามาตลอดว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง”
.
หากย้อนกลับไปพิจารณากลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจะพบคำตอบว่าเจตนารมณ์ในการปราบโกงนั้นถูกวางอยู่บนฐานคิดที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่ต้น รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาด้วยความเชื่อที่ว่าปัญหาของบ้านเมืองเกิดจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงฝ่ายเดียว จึงได้สร้างกลไกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจมหาศาลเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเพื่อทำหน้าที่คอยกำกับดูแลบ้านเมือง ยิ่งไปกว่านั้นกลไกองค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งผ่านเครือข่ายของคณะรัฐประหารและ สว. ได้กลายเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้กำจัดฝ่ายตรงข้าม ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นเกราะกำบังให้กับพวกพ้องของตนเอง
.
อีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ฉุดคะแนนความเชื่อมั่นคือการใช้ "มาตรฐานจริยธรรม" แบบเลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ยกระดับ "จริยธรรม" ซึ่งเป็นนามธรรมให้กลายเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่มีโทษรุนแรงถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
.
เมื่อมาตรฐานจริยธรรมถูกกำกับโดยองค์กรอิสระที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ประเด็นเรื่องความดีงามจึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น "อาวุธทางการเมือง" ที่ใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายเดียวกันกลับได้รับข้อยกเว้นหรือการตีความที่ยืดหยุ่น การทุจริตเชิงนโยบายและการใช้อำนาจโดยมิชอบจึงซ่อนตัวอยู่หลังเกราะกำบังที่เรียกว่า "คนดีมีจริยธรรม" ทำให้ระบบการตรวจสอบสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติ
.
รูปธรรมที่ชัดเจนและสะเทือนใจที่สุดของความล้มเหลวนี้คือโศกนาฏกรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หน่วยงานที่มีหน้าที่สูงสุดในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีประชาชนได้พังถล่มลงมาจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าแม้แต่ “บ้านของผู้ตรวจสอบ” ก็ยังถูกกัดกินด้วยการทุจริตในการก่อสร้างจนโครงสร้างพังทลายเสียเอง
.
เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐธรรมนูญที่อ้างว่าปราบโกงจึงไร้ความศักดิ์สิทธิ์ การรวมศูนย์อำนาจการตรวจสอบไว้ที่คนกลุ่มเดียวโดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทำให้การคอร์รัปชันไม่ได้หายไปไหน แต่กลับตรวจสอบได้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น และมีกฎหมายรองรับ ซ้ำร้ายที่มาขององค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังมาจากการเห็นชอบของ สว. ซึ่งมีที่มาที่สามารถทำให้เกิดเสียงข้างมากอย่างเป็นปึกแผ่นในสภาสูงได้
.
บทเรียนจากอันดับที่ 116 มาตรฐานจริยธรรม และซากปรักหักพังของตึก สตง. ทำให้เรารู้ว่าการปราบโกงไม่สามารถทำได้ด้วยการมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่กลุ่มคนที่เราไม่ได้เลือก แต่ต้องเกิดจากการสร้างรัฐธรรมนูญที่มีระบบที่ภาคประชาชนมีเสรีภาพในการตรวจสอบ สื่อมวลชนกล้าเผยแพร่ความจริง และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่อยู่ใต้อาณัติของใคร
.
หากประเทศไทยยังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจการตรวจสอบและเสริมสร้างบทบาทของภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และยังคงยึดอยู่กับวาทกรรมเรื่องการ “ปราบโกง” ในลักษณะเดิม แนวโน้มที่ประเทศอื่นในภูมิภาคจะพัฒนาด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใสได้รวดเร็วกว่าย่อมมีความเป็นไปได้สูง ขณะที่ประเทศไทยอาจยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของสังคมและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น