#มนุษย์แรงงาน #2 : ใต้เมฆหมอกและกองเอกสาร: เสียงสะท้อนความเหลื่อมล้ำและชะตากรรมแรงงาน ‘ครูดอย’



ภาพจำของ “ครูดอย” ในสื่อกระแสหลักมักถูกฉาบเคลือบด้วยความโรแมนติกของการเสียสละ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและรอยยิ้มของเด็กชาติพันธุ์ แต่ในความเป็นจริงหลังม่านหมอกเหล่านั้นซ่อนโครงสร้างการทำงานที่บิดเบี้ยว ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร และสภาพการจ้างงานที่สูบกลืนจิตวิญญาณของผู้สอนไปจนแทบไม่เหลือสภาพ
.
นี่คือเสียงสะท้อนจากครูบรรจุใหม่ในโรงเรียนบนดอยที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย พื้นที่ที่ไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง และครูต้องแบกรับภาระงานเอกสารมากกว่าการจับชอล์กเขียนกระดาน
.

[ จากความหลงใหลในการสอน สู่การจำนนต่อระบบเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ]

.
จุดเริ่มต้นของครูท่านนี้ไม่ได้มาจากสายครุศาสตร์โดยตรง แต่เกิดจากความประทับใจในวิชาการสอนภาษาอังกฤษสมัยเรียนศิลปศาสตร์ ที่ทำให้เห็นว่าแค่การจัดโต๊ะเรียนก็เปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กได้ ความหลงใหลนี้นำพาเธอไปเป็นครูอัตราจ้างเพื่อคว้าใบประกอบวิชาชีพ ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงในฐานะ “แรงงานการศึกษา” กลับทักทายเธอด้วยตัวเลขรายได้ที่สวนทางกับค่าครองชีพ
.
“เดิมทีไม่อยากรับราชการ เพราะเห็นระบบจากแม่ที่เป็นครู รู้สึกว่ามันสอนอย่างเดียวไม่ได้ แต่พอไปทำโรงเรียนเอกชน เงินเดือนเริ่มต้นไม่เกิน 15,000 บาท ไม่มี Career path (ความก้าวหน้าในอาชีพ) และไม่รู้จะถูกปลดเมื่อไหร่ สุดท้ายเลยต้องไปสอบบรรจุข้าราชการเพื่อความอยู่รอด”
.
ความตลกร้ายของระบบราชการเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อเธอสอบติดอันดับต้น ๆ ของเขตแต่กลับถูกส่งไปอยู่โรงเรียนที่กันดารที่สุด เพราะระบบมักจะโยกตำแหน่งที่ว่างซึ่งไม่มีใครอยากไปให้กับคนสอบติดรอบแรกที่ “ไม่มีสิทธิ์เลือก” การเดินทางไป-กลับใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ในหน้าฝนยิ่งทวีความยากลำบาก ทำให้ชีวิตประจำวันต้องฝากไว้กับบ้านพักครูที่โรงเรียน กินนอนร่วมกับเด็กนักเรียน ต้องเผชิญกับเนื้อสัตว์และผักที่เน่าเสียคาตู้เย็นในวันที่ไฟฟ้าดับ
.

[ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ: เมื่อความยากจนพรากเด็กจากห้องเรียน ]

.
การปรับตัวในพื้นที่กินเวลาเกือบปี สิ่งที่บั่นทอนจิตใจไม่ได้มีแค่สภาพแวดล้อมแต่คือความหวังที่ริบหรี่ของชุมชน เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีกำแพงภาษา พูดและเขียนภาษาไทยแทบไม่ได้ ทำให้การสอนตาม “หลักสูตรแกนกลาง” กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาปากท้องของครอบครัวยังดึงเด็กออกจากระบบการศึกษา เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เด็กที่มีแววจะเรียนรู้เรื่องก็ต้องลาเรียน ไปช่วยที่บ้าน ทิ้งไว้เพียงเด็กเล็กที่พ่อแม่ส่งมาโรงเรียนเพื่อให้ “มีข้าวกิน”
.
“มันหดหู่มาก ตอนเจอสภาพนี้ใหม่ๆ ร้องไห้บ่อยมาก เคยตักอาหารกลางวันให้เด็กแล้วไม่ไหว ต้องออกมาร้องไห้ มันเป็นลูป (วงจร) เดิม ๆ สอนแทบตาย สุดท้ายจบไปก็ไปทำไร่ บอกให้มาเรียนก็บอกว่าเดี๋ยวไปทำงาน มัน Hopeless (สิ้นหวัง) สุด ๆ”
.
และเมื่อครูอยากสร้างโอกาสให้เด็กได้เฉิดฉายในงานแข่งขันศิลปหัตถกรรม ความเหลื่อมล้ำทางงบประมาณก็เผยตัวชัดเจน โรงเรียนบนดอยงบน้อยไม่สามารถสู้โรงเรียนในเมืองได้ เพราะงบที่ได้มาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กนั้นน้อยมากในแต่ละรายการที่แข่ง หากจะให้สู้โรงเรียนใหญ่ที่งบเยอะได้ต้อง “ควักเนื้อ” เพิ่ม
.

[ 80% คือภาระงานนอก: ระบบที่บีบให้ครูทิ้งห้องเรียน ]

.
ประเด็นที่สะท้อนปัญหา “สิทธิแรงงาน” ของครูไทยได้ชัดเจนที่สุด คือภาระงานที่พรากครูไปจากนักเรียน แม้จะมีชั่วโมงสอนสูงถึง 30 คาบต่อสัปดาห์ แต่เวลาทำงานกว่า 80% กลับถูกทุ่มเทให้กับการทำเอกสารประเมิน งานการเงินพัสดุ และการจัดทำเอกสารตอบสนองนโยบายจากส่วนกลาง
.
ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดคือ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูน้อย กลับต้องรับภาระงานเอกสารและการประเมินเท่ากับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีงบจ้างเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ทำให้ครูต้องแบกรับเนื้องานส่วนนี้ไว้เองทั้งหมด ท่ามกลางข้อจำกัดของไฟและเน็ตบนดอยที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ
.
“การประเมินเลื่อนขั้น ผอ. มักจะให้น้ำหนักกับคนที่ทำงานเอกสารหรืองานนอกเหนือจากการสอน โดยใช้คำว่า ‘เขาเสียสละเยอะกว่า’ มันเลยเป็นปัจจัยที่ดึงครูออกจากห้องเรียน เพราะทุกคนก็อยากได้เงินเดือนขึ้น ครูที่ตั้งใจสอนจริง ๆ มีเยอะแต่ระบบมันกลืนกิน ทำให้ต้องเอาตัวรอดหรือถ้าทนกับระบบไม่ไหวก็ต้องยอมลาออกไป”
.

[ 5 ข้อเรียกร้องจากยอดดอยถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ]

.
จากความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ครูดอยท่านนี้ยังคงมีความหวังเล็ก ๆ ในการเปลี่ยนระบบการศึกษา เธอได้ฝากข้อเสนอ 5 ประการถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ เพื่อคืนลมหายใจให้กับครูและอนาคตให้กับเด็ก ๆ
.
1. พิจารณาบริบทก่อนสั่งการ: โปรดอ่านหลักสูตรแกนกลางและพิจารณานโยบายเดิมที่มีอยู่ให้ดี ก่อนจะสั่งการหรือสร้างโครงการใหม่ที่ทับซ้อน
.
2. ยุติงาน “ผักชีโรยหน้า”: งดงานด่วนหรืองานเผาที่เด็กไม่ได้ประโยชน์ แต่ทำไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กระทรวง
.
3. คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างแท้จริง: ต้องลดภาระงานนอกและการประเมินที่ไม่จำเป็นออก จัดหาเจ้าหน้าที่ธุรการหรือการเงินมาช่วยงานโรงเรียนเล็กจริง ๆ ไม่ใช่แค่ช่วยไม่กี่โรงเรียน
.
4. ปลดล็อกงบประมาณหนังสือ: เพิ่มงบอุดหนุนและให้อิสระโรงเรียนในการเลือกซื้อหนังสือที่เหมาะสมกับบริบทเด็ก ไม่ใช่งบประมาณน้อยนิดจนซื้อได้แค่ไม่กี่สำนักพิมพ์ ซึ่งกวันนี้งบหนังสือ จ่ายเป็นรายหัว เช่น หนังสือ ป. 1 656 บาทต่อปี ซึ่งต้องครอบคลุม 8 สาระการเรียนรู้ ถ้าไม่ครบก็ต้องชี้แจงว่าทำไมไม่ครบ ส่วนมากครูก็เลยขอให้ร้านหนังสือออกบิลให้ครบกลุ่มสาระแต่ได้จริงมาไม่ครบ
.
5. ยกเลิกการสอบที่ไม่จำเป็น: ยกเลิกการสอบอ่านออกเขียนได้ (RT) ของเด็ก ป.1 ที่ส่งผลกดดดันเด็กให้ต้องพยายามมีทักษะนี้ตั้งแต่อนุบาล ทั้งที่เป็นวัยที่ต้องเรียนรู้ตามพัฒนาการ และการทดสอบจุกจิกที่สร้างแรงกดดันอย่างไร้ความหมายให้กับตัวเด็ก
.
“ความฝันของครูง่ายมาก อยากให้เด็กทุกคนได้เรียนในโรงเรียนที่ไม่เหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ กินอิ่มนอนหลับ และครูทุกคนมีเวลาเตรียมการสอนและได้อยู่กับเด็ก ตามหน้าที่ของคนเป็นครู ได้จัดกิจกรรมที่ยืดหยุ่นกับบริบทโรงเรียน... ต้องการง่าย ๆ แค่นี้แหละ” นี่คือเสียงสะท้อนสุดท้ายจากยอดดอยที่รอวันให้ผู้มีอำนาจลงมารับฟัง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?