ประกันสังคมเคยถอดบทเรียนและรับฟังความเห็นต่อ "การเลือกบอร์ด #ประกันสังคม" แต่ทำไมเสียงกว่า 80% มองว่า "เหมาะสม" กลับไม่อาจยับยั้งความพยายามแก้ไขระเบียบการเลือกบอร์ดประกันสังคม?



การทำประชาพิจารณ์ของสำนักงานประกันสังคมรอบล่าสุด ต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ช่วงระหว่าง 15 ม.ค.-14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า มีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 1,244,260 ครั้ง และแน่นอน 3 วันสุดท้ายพุ่งไปกว่า 4 แสนครั้ง อย่างผิดปกติ และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อ้างว่า ให้ความสำคัญกับทุกความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน นั้น
.
วานนี้ (20 ก.พ.) ในที่ประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. ที่มีการพิจารณาประเด็นการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมนี้ โดยตัวแทนสำนักงานประกันสังคม อ้างว่าเหตุที่ต้องมีการแก้ไขระเบียบภายหลังการเลือกบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.66 (จนได้คณะประกันสังคมก้าวหน้ามา 6 คนนั่นล่ะ) ต่อมาสำนักงานประกันสังคมได้มีการถอดบทเรียนการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว แล้วพบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการจัดการ จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ นอกจากนี้ยังมีการอ้างช่วง 21 เม.ย.-9 พ.ค.68 สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีการรับฟังข้อเสนอแนะการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนทุกภาคส่วน ไปประกอบการปรับปรุงระเบียบที่นำมาทำประชาพิจารณ์ดังกล่าว
.
โดยในที่ประชุมผมจึงได้สอบถามถึงการรับฟังในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ปีที่แล้วนั้น หากไปดูไส้ใน มีผู้ตอบแบบสอบถำม จำนวน 3,223 คน ทั้งผู้ประกันตน ม.33, ม.39 และ ม.40 รวมทั้งสภาองค์การนายจ้าง 3 แห่ง และภาองค์การลูกจ้าง 20 แห่ง ผู้ตอบ 88% เห็นว่าจำนวนไม่เกิน 7 คน เหมาะสม ส่วน 12% เห็นว่าไม่เหมาะสม และยิ่งมาแยกพบว่า 83% เห็นว่าฝ่ายละไม่เกิน 7 คน มีความเหมาะสม, 11% เห็นว่า ฝ่ายละ 1 คน มีความเหมาะสม, 5% เห็นว่าฝ่ายละไม่เกิน 7 คน ไม่มีความเหมาะสม และ 1% เห็นว่าฝ่ายละ 1 คน ไม่มีความเหมาะสม
.
จึงเกิดคำถามว่า หากกระบวนการรับฟังและถอดบทเรียนจาการเลือกตั้งของสำนักงานประกันสังคมดังกล่าว ที่อ้างเป็นเหตุให้มีการเสนอแก้ไขระเบียบว่าด้วยการเลือกบอร์ดประกันสังคม เหตุใดน้ำหนักเสียง 87% และ 83% นี้จึงไม่เพียงพอที่จะยืนยันหลักการและวิธีการเลือกเดิมที่เขาเห็นว่า "เหมาะสม"
.
อีกทั้งหากดูการสรุปบทเรียนดูเหมือนจะเน้นไปที่ปัญหาเชิง "วิธีการ" ไม่ใช่ปัญหาเชิง "หลักการ" ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ทำให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกน้อย การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง แต่กลับมีการเสนอแก้การเลือกในเชิงหลักการ ไม่ว่าจะเป็นการไปลิดรอนสิทธิ์ของผู้ประกันตนให้เหลือเลือกได้เพียงคนเดียว จากเลือกตั้ง 7 ผู้สมัคร การทำลายหลักการร่วมทุกข์ร่วมสุข (Solidarity)จากการเปลี่ยนระเบียบให้แบ่งสัดส่วนการเลือกตั้งตามมาตรา 33, 39 และ 40 เป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของประกันสังคมเรื่องความเสมอภาคและการร่วมทุกข์ร่วมสุข เพราะจะกลายเป็นการแบ่งแยกตามจำนวนเงินสมทบว่าใครจ่ายมากมีสิทธิ์มาก ซึ่งปัญหาเรื่องการบริหารจัดการหรือคนมาใช้สิทธิ์น้อย ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไปกระทบต่อหลักการพื้นฐานของการมีส่วนร่วม
.
ขณะที่ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมตอบในทำนองว่า อนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบไม่ได้เพิกเฉย แต่ได้นำตัวเลข 83% ดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการทำงานแล้ว พร้อมระบุว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่รอบล่าสุด (ช่วง 15 ม.ค.- 14 ก.พ.69) เพื่อนำความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวลผลและวิเคราะห์ร่วมกันอีกครั้ง
.
ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม ยังยืนยันว่าในการทำประชาพิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้น "เหตุผล" สำคัญพอๆ กับ "คะแนนเสียง" โดยระบุว่า คะแนนเสียงโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ "องค์ประกอบสำคัญ" ที่ทางสำนักงานประกันสังคมต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปด้วยคือ "เหตุผล" (ทำไมถึงเห็นด้วย หรือทำไมถึงไม่เห็นด้วย) และย้ำด้วยว่า ระเบียบยังไม่ได้ถูกฟันธงว่าจะเปลี่ยนตามร่างใหม่ ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าจะต้องปรับปรุงตามที่ตั้งธงไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประมวลผลตามลำดับ ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกำลังอยู่ระหว่างประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากประชาพิจารณ์รอบล่าสุด ซึ่งจะนำเสนอเข้าอนุกรรมการในต้นเดือนมีนาคม จากนั้นจะเสนอต่อบอร์ดประกันสังคม (ชุดรักษาการ) ในช่วงปลายเดือนมีนาคม และท้ายที่สุดจะนำเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาแนวทางต่อไป
.

ภาพประกอบ ผลการรับฟังความเห็นเมื่อ 21 เม.ย.-9 พ.ค.68 ที่อ้างถึง 






ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?