จับตาคำพิพากษาศาลปกครองกรณี คฝ. ทำร้ายสื่อ และอนาคตเสรีภาพสื่อกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ให้รับฟ้องคดีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าว The MATTER ระหว่างการสลายการชุมนุมกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการสื่อมวลชนไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความปลอดภัย ขอบเขตการใช้อำนาจรัฐ และการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
.
ตามหลักสากลแล้วสื่อมวลชนในพื้นที่การชุมนุมคือ "ผู้สังเกตการณ์" ที่ต้องได้รับการปกป้องและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดีนี้กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ผู้สื่อข่าวที่กำลังไลฟ์สดถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้โล่ผลักจนล้ม ถูกกระบองฟาด และถูกเตะซ้ำ ทั้งที่ได้แสดงตัวตนผ่านปลอกแขนและตะโกนแจ้งอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็น "สื่อมวลชน" เหตุการณ์นี้ (รวมถึงสื่อมวลชนอีกอย่างน้อย 4 คนที่บาดเจ็บในวันเดียวกัน) สะท้อนให้เห็นว่า ปลอกแขน บัตรประจำตัวสื่อ หรืออุปกรณ์ทำข่าวไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันความปลอดภัยอีกต่อไป การเพิกเฉยต่อสถานะสื่อมวลชนของเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นการคุกคามสวัสดิภาพขั้นร้ายแรง และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (Chilling Effect) ให้กับคนทำงานข่าวภาคสนามโดยตรง
.
พฤติการณ์ที่น่าตกใจคือการที่เจ้าหน้าที่ คฝ. นำโทรศัพท์มือถือที่ผู้สื่อข่าวใช้สำหรับ "ไลฟ์สด" ไปโยนทิ้งจนหน้าจอแตก การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการจงใจระงับการถ่ายทอดความจริง เพราะในยุคดิจิทัลการไลฟ์สดคือเครื่องมือที่โปร่งใสที่สุดในการรายงานสถานการณ์สด การพุ่งเป้าทำลายอุปกรณ์ทำข่าวจึงเท่ากับการจงใจตัดขาดการทำหน้าที่ "ตาและหู" ของสาธารณชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงทีซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด
.
ความกล้าหาญของผู้สื่อข่าวและต้นสังกัดในคดีนี้คือการไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงและเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในคำฟ้องไม่ใช่เพียงแค่การเรียกค่าสินไหมทดแทน 700,000 บาทเพื่อเยียวยาบาดแผลทางกายและจิตใจ แต่คือการขอให้ศาลมีคำบังคับสั่งให้ตำรวจหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือต้องยึดหลักความพอสมควรแก่เหตุในการควบคุมฝูงชนครั้งต่อ ๆ ไป
.
นี่คือการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ก้าวไปอีกขั้น คือ การใช้สิทธิทางศาลเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพทุกคน หากศาลมีคำพิพากษาตามนี้จะเป็นการบีบบังคับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรื้อระบบคู่มือปฏิบัติงาน (SOPs) ในการรับมือกับสื่อมวลชนในพื้นที่ชุมนุมใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล คดีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทยว่าเราจะยอมรับให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงปิดปากสื่อในพื้นที่ความขัดแย้งได้หรือไม่
.
แม้จะเป็นนิมิตหมายอันดีที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องคดีนี้ แต่แนวทางคำพิพากษาของศาลปกครองในอนาคตจะเป็นตัวชี้วัดว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศนี้ ได้รับการคุ้มครองจริงตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จริงหรือไม่ หากคดีนี้ผู้สื่อข่าวเป็นฝ่ายชนะก็จะเป็นแสงสว่างและบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักว่าสื่อมวลชนไม่ใช่ศัตรู และความจริงไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยกำลัง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น