จับตาก้าวต่อไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หวั่นกรรมการยกร่างถูกกังขาว่าเป็น 'สีน้ำเงิน'
วันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ผมได้แถลงต่อสื่อมวลชนร่วมกับกลุ่ม 'สว.พันธุ์ใหม่' ภายหลังประชาชนลงคะแนนเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ และแสดงความเห็นต่อกระบวนการแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังค้างอยู่ในการพิจารณาวาระสองของรัฐสภา
.
ผมกล่าวว่าในกระบวนการดังกล่าวยังมีหลายประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งและเห็นต่าง โดยเฉพาะกระบวนการออกแบบที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งสูตร “20 หยิบ 1” ที่ให้รัฐสภาจัดกลุ่มตัวแทนเพื่อเลือกผู้ร่างจำนวน 35 คนนั้นอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลของอำนาจได้ จากการประเมินตัวเลขผลการเลือกตั้ง สส. พรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างภูมิใจไทยอาจมีตัวแทนจำนวนมาก ขณะที่ สว. เสียงข้างมากประมาณ 160 คนอาจได้สัดส่วนถึง 8 ที่นั่ง ส่งผลให้เสียงรวมของ สว. และพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลหรือสามารถโน้มน้าว สว. ได้ อาจมีประมาณ 18 จาก 35 เสียง ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากแล้ว ผมจึงกังวลว่าสูตรดังกล่าวอาจทำให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายเดียวกันจนอาจถูกตั้งข้อกังขาว่าเป็น "สีน้ำเงิน” ได้
.
ผมเสนอว่ากระบวนการสรรหาผู้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ควรยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือการเลือกตั้งทางอ้อมที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับความยอมรับอย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ผมยังยืนยันว่าร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ค้างอยู่ในวาระสองยังไม่ตกไป หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขอให้รัฐสภาดำเนินการต่อภายใน 60 วันหลังการประชุมครั้งแรกก็สามารถเดินหน้าต่อได้ อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความกังวลต่อเงื่อนไขทั้งสูตร 20 หยิบ 1 และข้อกำหนดที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ซึ่งอาจทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเผชิญความเสี่ยงไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนได้สูง สังเกตได้ไม่ยากก็ทราบได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร
.
ผมยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตว่าหมายเลขบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหมายเลข 1–5 มีแนวโน้มได้รับเลือกเข้าสภาเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 และเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบพื้นที่ซึ่งคะแนนบัญชีรายชื่อและคะแนนแบ่งเขตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญว่ามีความผิดปกติหรือไม่
.
ผมยกตัวอย่างว่ามีบางพื้นที่ที่ผู้สมัคร สส. เขตได้คะแนนหลักร้อยหรือหลักพันแต่บัญชีรายชื่อกลับได้คะแนนหลักแสน เช่น ในบางเขตของจังหวัดชัยภูมิ กาญจนบุรี เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา ซึ่งพบกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครเขตจากพรรคหนึ่ง แต่เลือกบัญชีรายชื่ออีกพรรคหนึ่งที่ใช้หมายเลขเดียวกัน จึงขอให้ กกต. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดว่าเกิดจากสาเหตุใด หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดรูปแบบการลงคะแนนลักษณะนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น