นิติสงครามของ กกต. ฟ้องปิดปากสื่อมวลชน [และประชาชน] กำลังทำลายเป้าหมายของ กกต.เอง



เหตุการณ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 รายที่ไปสังเกตการณ์และรายงานข่าวการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและข้อกังขาอย่างหนักต่อสังคม โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือ "หัวหน้าช่างภาพสื่อมวลชน" ที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามหมายข่าวปกติแต่กลับถูกแจ้งข้อหาร้ายแรงทางอาญา
.
การตัดสินใจของ กกต. ในการนำกฎหมายอาญามาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) มาตรา 209 (อั้งยี่) พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ และความผิดตาม พรป. กกต. มาตรา 66 มาใช้กับสื่อมวลชนไม่ใช่แค่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่นี่คือภาพสะท้อนของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการ "ปิดปาก" (SLAPP - Strategic Lawsuit Against Public Participation) อย่างชัดเจน
.
เมื่อหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือความโปร่งใส สื่อมวลชนมีหน้าที่เป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน" ที่คอยจับตา บันทึกภาพ และรายงานข้อเท็จจริงสู่สาธารณะ การที่ช่างภาพสื่อมวลชนสำนักหนึ่งยืนถ่ายภาพในพื้นที่เปิดเผยร่วมกับสื่อสำนักอื่น ๆ และไม่ได้มีความรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 รายที่เหลือจะถูกตีความว่าเข้าข่ายการเป็น "อั้งยี่" ที่มุ่งหมายทำผิดกฎหมายได้อย่างไร เพราะกล้องถ่ายภาพไม่ใช่อาวุธ การรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม และการตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบระบบบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งก็ไม่ใช่การก่อการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคมแต่อย่างใด
.
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือสังคมยังไม่ทราบถึงพฤติการณ์ที่แน่ชัดว่าช่างภาพคนดังกล่าวถูกแจ้งความด้วยเหตุผลใด แต่ในหลักการปกติหากสื่อมวลชนลงพื้นที่ทำข่าวและถ่ายภาพตามวิชาชีพแล้วภาพหรือข่าวนั้นถูกสาธารณชนหยิบยกไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ตัวช่างภาพไม่สมควรต้องโดน "ลูกหลง" ถูกฟ้องคดีพ่วงไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อผลงานของเจ้าตัว 3 ชิ้นในวันนั้นที่เผยแพร่ผ่านสื่อต้นสังกัดก็ไม่ได้มีอะไรผิดไปจากหลักการในวิชาชีพของตน
.
กกต. เคยประกาศอย่างภาคภูมิว่ามีแผนยุทธศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่
.
ประเด็นยุทธศาสตร์ 1: เร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
.
ประเด็นยุทธศาสตร์ 2: สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายประชาธิปไตย
.
ประเด็นยุทธศาสตร์ 3: สร้างความตระหนักและจิตสำนึกความเป็นพลเมืองคุณภาพ
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่า กกต. จะเดินออกห่าง 3 ยุทธศาตร์ที่วางไว้ แถมทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม คือ จงใจสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (Chilling Effect) เพื่อข่มขู่ไม่ให้สื่อมวลชนกล้าลงพื้นที่ ไม่กล้าถ่ายภาพ และไม่กล้าทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐตามปกติอีกต่อไป เพราะขนาดสื่อเองยังไม่ปลอดภัยแล้วจะทำหน้าที่รายงานข่าวให้ประชาชนปลอดภัยได้อย่างไร
.
เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการเลือกตั้ง “สุจริต เที่ยงธรรม” หากสื่อมวลชนหรือประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ เราจะสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายประชาธิปไตย หรือสร้างความตระหนักและจิตสำนึกความเป็นพลเมืองคุณภาพได้อย่างไร เมื่อสื่อลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างแข่งขัน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้การเลือกตั้ง “สุจริต เที่ยงธรรม” แต่กลับได้คดีความมาแบบนี้
.
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าอำนาจขององค์กรอิสระไม่ได้มาจากตัวบทกฎหมายที่ให้อำนาจล้นฟ้าแต่มาจากความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน การใช้กฎหมายฟ้องร้องสื่อมวลชนด้วยข้อหาที่รุนแรงเกินจริงจะยิ่งจุดไฟแห่งความเคลือบแคลงสงสัย สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามได้ว่า กกต. กำลังหวาดกลัวการถูกตรวจสอบหรือมีอะไรต้องซ่อนเร้นหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นในระยะยาว การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ทำลายใครเลยนอกจากทำลายเป้าหมายและความชอบธรรมของ กกต. เองให้กลายเป็นเพียงองค์กรที่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน แทนที่จะเป็นผู้พิทักษ์ความ "สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม" ตามคำขวัญดั้งเดิมของ กกต. เอง
.
ผมสังเกตเห็นว่าที่ผ่านมา กกต. หลีกเลี่ยงการชี้แจงแถลงไขต่อสื่อมวลชนในรูปแบบการแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ผมขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาบทบาทของตนเอง และต้องออกมาชี้แจงต่อสังคมว่า ฟ้องร้องช่างภาพสื่อมวลชนรายนี้จากกรณีใด พฤติการณ์แบบไหน และมีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าสื่อมวลชนผู้นี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำผิดกฎหมายพร้อมทั้งยืนยันให้ชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาปิดกั้น ปิดปาก หรือจงใจสร้างความหวาดกลัว และไม่ได้คิดจะสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยนในการคุกคามสื่อมวลชน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการทำหน้าที่ตามปกติของสื่อมวลชน กกต. ต้องยุติการดำเนินคดีนี้ทันที
.
ในภาวะที่องค์กรอิสระซึ่งเป็นที่คาดหมายจากสาธารณชนให้ทำหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวอย่างการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส แต่ กกต. กลับเลือกหนทางของการเบี่ยงเบน ปิดบังความจริง ซ้ำยังใช้กลไก "นิติสงคราม" กับประชาชนผู้เสียภาษีหล่อเลี้ยง กกต. ที่เพียงต้องการเห็นการเลือกตั้งที่ยุติธรรม และสื่อมวลชนที่ออกมาทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณ ท้ายที่สุดแล้ว กกต. อาจต้องยอมรับให้ได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต. เอง ผมเชื่อว่า หาก กกต. ต้องการรักษาเกียรติภูมิของตน หนทางการฟ้องปิดปากประชาชนย่อมพา กกต. ไปผิดทิศผิดทาง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?