7 เหตุผล ทำไม วุฒิสภาถึงควร 'ชะลอ' การพิจารณาให้ความเห็นชอบ 2 กกต. ที่มีวาระการพิจารณาวันที่ 26 ก.พ.นี้ เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์




เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ประธานวุฒิสภาไม่อนุญาตให้ผมเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก 2 คน เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยอ้างเหตุเกรงขัดรัฐธรรมนูญและเสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้การให้ความเห็นชอบ 2 กกต. จะยังคงมีต่อไปในวันพรุ่งนี้ ซึ่งผมขอขอยันว่าญญัตินี้สามารถเสนอได้ และ “จำเป็น” ต้องเสนอ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ประการแรก : ด้วย สว.จำนวนมาก ในที่นี้คือมากกว่าครึ่งซึ่งหมายถึงเป็นเสียงชี้ขาดว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ กำลังตกเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับ กกต.อยู่ เนื่องยังถูก กกต. ตรวจสอบและรอการตัดสินจาก กกต.อยู่ จึงเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์หากยังเดินหน้าให้ความเห็นชอบ กกต. เปรียบเหมือนเลือกผู้ตัดสินมาพิจารณาคดีตัวเอง จริงอยู่ที่เราต้องถือหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำตัดสิน แต่นั่นใช้กับพลเมืองทั่วไป ซึ่งต่างจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีอำนาจให้คุณให้โทษ จึงต้องถูกกำกับการใช้อำนาจที่เข้มงวดกว่า แม้ตามรัฐธรรมนูญจะให้อำนาจ สว. ในการให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. แต่การให้ความเห็นชอบยังต้องมีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่กำกับการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เช่น ม.114 ที่กำกับการทำหน้าที่ของ สว.จะต้องปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือหลักป้องกันการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.185
.
ประการที่สอง : ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน กกต.เองเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนในการทำงาน การที่ สว.ที่อาจถูกมองว่ามีส่วนได้เสียยังเดินหน้าเห็นชอบ กกต. เข้าไปเพิ่มเติม จากที่ก่อนหน้านี้เห็นชอบไปแล้ว 3 คน จะยิ่งทำให้ กกต.เสียงข้างมากมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน ส่งผลต่อสถานการณ์ความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนในการทำงานของ กกต. ที่จะต้องดำเนินต่อไปอีก 7 ปีด้วย
.
ประการที่สาม : การขอให้ชะลอให้ความเห็นชอบนี้ไม่ได้ไปตัดอำนาจของ สว. เพราะเมื่อคดีพ้นมือ กกต.ไปแล้ว สว.เองก็ยังมีอำนาจเต็มที่จะนำวาระการให้ความเห็นชอบมาพิจารณาได้อย่างชอบธรรมและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนในการทำงาน ความเชื่อมั่นนั้นก็จะส่งผลต่อผู้ที่ผ่านการให้ความเห็นชอบไปด้วย กลับกันหากเดินหน้าต่อด้วยสภาวะเช่นเดียวกันไม่เพียง กกต.จะได้รับผลกระทบอย่างที่กล่าวถึงในประการที่สองข้างต้น หากแคนดิเดตไม่ผ่านความเห็นชอบของ สว. ด้วยสภาวะเช่นนี้ก็จะไม่เป็นธรรมแก้ตัวแคนดิเดทที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสรรหามาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีแคนดิเดตที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมการสรรหาแต่กลับถูก สว.ตีตกไปก็มีมาแล้วหลายคน
.
ประการที่สี่ : ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาผมเคยเสนอญัตติทำนองนี้ในห่วงเวลาที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรทำให้อำนาจของวุฒิสภามีจำกัด และการเปิดประชุมก็ต้องเปิดเป็นสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญ ม.126 (2) ในเรื่องพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง กกต. นั้น โดยครั้งนั้นประธานวุฒิสภาชี้ว่าญัตติชะลอฯ ที่ผมเสนอไม่สามารถสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาได้ แต่ข้อเท็จจริงญัตตินี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง กกต. เช่นกันในแง่วิธีการพิจารณา ดังนั้นจึงควรที่จะถูกบรรจุเข้าวาาระการพิจารณาได้ อีกทั้งวุฒิสภาชุดที่แล้วก็มีช่วงเวลาแบบเดียวกันนี้วันที่ 23 พ.ค.2566 มีการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ได้รับเสนอชื่อดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรม และในครั้งนั้นวุฒิสภาก็มีวาระมิใช่การพิจารณาให้ความเห็นชอบในตัวบุคคลโดยตรง แต่เป็นวาระขยายระยะเวลาการพิจารณาของ กมธ.สอบประวัติฯ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเรื่องทำนองเดียวกับการขอให้ชะลอการให้ความเห็นชอบ กกต. ที่ผมเสนอ
.
ประการที่ห้า : การชะลอนี้ไม่เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพราะเราไม่ได้มีเจตนาทุจริต กลับกันเรามีเจตนาสุจริตแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจอย่างชัดแจ้งในการไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรที่เรามีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ขณะนี้
.
ประการที่หก : ไม่ทำให้ กกต. เกิดสุญญากาศเพราะ 2 คนที่ครบวาระยังอายุไม่ถึง 70 ปี ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีผู้ได้รับแต่งตั้งเข้ามาแทน
.
ประการที่เจ็ด : การตระหนักถึงเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี เมื่อเดือนเม.ย. 2568 คณะกรรมาธิการสามัญสอบประวัติฯ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. ขณะนั้นก็ตัดสินใจลาออกถึง 13 คน เนื่องจากเพื่อป้องกันประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่กับประเด็นการร้องทุกข์กล่าวโทษที่ได้ร้องทุกข์ไว้และอยู่ระหว่างกาารพิจารณาของ ป.ป.ช. โดยตอนนั้นคือคดีที่ สว.จำนวนมาก ร้อง ป.ป.ช.ให้สอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 157 จากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดี สว.ข้อหาฟอกเงินเป็นคดีพิเศษ จะเห็นว่าเคยมีการตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้อยู่

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?