แรงงานข่าวคือคน ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตเรตติ้ง: วิกฤตสุขภาวะสื่อไทยท่ามกลางวัฒนธรรมโหมงานหนัก
อีกครั้งที่วงการสื่อไทยต้องเผชิญความสูญเสีย การเสียชีวิตของณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าววัยสามสิบกลางที่ทำงานจนถึงตีสองคืนก่อนหน้าแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกในเช้าวันถัดไป อาจเป็นอีกหนึ่งในหลายภาพสะท้อนว่าระบบแรงงานในอุตสาหกรรมสื่อไทยกำลังเดินหน้าผลิตข่าวด้วยความเร็วที่เกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรองรับได้ ความสูญเสียครั้งนี้สะท้อนถึงโครงสร้างงานที่คาดหวังให้คนข่าวต้องพร้อมเสมอ ต้องทน ต้องไหว และต้องทำงานต่อไปแม้ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนมานานเพียงใดก็ตาม
.
แรงงานข่าวไม่ใช่เพียงนักเล่าเรื่องหรือผู้ส่งสาร แต่คือแรงงานที่ทำงานภายใต้เงื่อนไขเข้มงวดไม่ต่างจากภาคอุตสาหกรรมอื่น ทว่าแตกต่างตรงที่วงการสื่อไทยซ่อนความรุนแรงและการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินของแรงงานข่าวไว้ภายใต้ภาระงานอันไม่มีที่สิ้นสุด คนข่าวถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าการไม่หลับไม่นอนคือความเก่ง การไม่มีเวลาให้ตัวเองคือความทุ่มเท และการยอมแลกสุขภาพคือราคาที่เลี่ยงไม่ได้ของอาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงนั่นคือการขูดรีดแรงงานอย่างเต็มรูปแบบ
.
ผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทยปี 2567 ที่สำรวจโดยมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) จาก 372 ตัวอย่าง ตอกย้ำว่าวงการสื่อกำลังป่วยไข้อยู่อย่างหนักกว่าที่ใครยอมรับ กว่าครึ่งของแรงงานข่าวไทยทำงานเกินแปดชั่วโมงต่อวัน เกือบครึ่งไม่มีวันหยุดที่แน่นอน และบางคนไม่มีวันหยุดเลยตามสัปดาห์ แม้จะทำงานหนักกว่ามาตรฐานแรงงานทั่วไปแต่สวัสดิการกลับไม่ขยับตามความเสี่ยง ทั้งที่แรงงานข่าวจำนวนมากต้องอยู่ในสภาวะกะดึก ต่อกะแบบไม่มีช่วงฟื้นตัว จนนำไปสู่การสะสมความเครียดเรื้อรังในระดับ 69.9% และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่งเฉียด 80% นี่ไม่ใช่สถิติธรรมดาแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของแรงงานข่าวจำนวนมากกำลังรับภาระหนักเกินมนุษย์จะทนได้
.
วัฒนธรรมการทำงานข่าวแบบ “โหมงานหนัก” ของแรงงานข่าวในปัจจุบัน คือสภาพการทำงานที่คนข่าวต้องวิ่งไล่เรตติ้ง ไล่เหตุการณ์สด ไล่ตาม “หมายข่าว” ที่ไม่มีวันหยุด จึงไม่ใช่เพียงปัญหาในห้องข่าวแต่กลายเป็นปัญหาในระดับ “แรงงาน” ที่ต้องถูกตั้งคำถามเหมือนทุกอุตสาหกรรมอื่น หากไม่ปฏิรูปตั้งแต่โครงสร้าง ระบบนี้จะยังเดินหน้าบีบคั้นและอาจพรากชีวิตของคนทำงานไปอีกโดยไม่ตั้งใจ
ท่ามกลางภาพใหญ่ของปัญหาแรงงานสื่อ มีความหวังบางประการจากร่าง พรบ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับพรรคประชาชน) ที่เพิ่งผ่านวาระแรกในชั้น สส. ซึ่งหากบังคับใช้เป็นกฎหมายจะเป็นการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแรงงานข่าว เพราะเป็นกลุ่มที่ชั่วโมงทำงานและวันหยุดไม่แน่นอนที่สุดในตลาดแรงงานไทย ข้อเสนอใหม่ที่กำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วัน จะทำลายวัฒนธรรม “ทำ 6 หยุด 1” ที่กัดกินสุขภาพแรงงานข่าวมานาน และเริ่มสร้างระบบ “ทำ 5 วัน หยุด 2 วัน” ให้เป็นมาตรฐานที่มนุษย์ควรได้รับ การหยุดเพียง 1 วันต่อสัปดาห์หรือการมีวันหยุดไม่แน่นอนนอกจากมีแนวโน้มจะไม่สัมพันธ์กับคนอื่นหรือเพื่อนฝูงแล้ว 1 วันที่ได้หยุดอาจไม่ทันได้พักผ่อน บางคนว่าแค่ซักผ้าเวลาก็หายไปเกือบครึ่งวันแล้ว “เวลา” สำคัญอย่างไร นอกจากการได้พักผ่อนเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูแล้วยังเป็นการให้เราได้มีเวลาหยุดฟังตัวเราสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็ยังมีเวลาให้ได้ไปรักษาหรือสำรวจอย่างจริงจังได้แต่เนิ่น ๆ
.
การให้สิทธิลาพักร้อนขั้นต่ำ 10 วันต่อปีหลังทำงานเพียง 120 วันจะเป็นก้าวใหญ่ที่ช่วยให้แรงงานข่าวได้พักจริง ไม่ต้องรอครบปีในสภาพแวดล้อมที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้พักเลยตั้งแต่เริ่มงาน สิทธิการลาปวดประจำเดือน 3 วันต่อเดือนและสิทธิลาดูแลครอบครัว 15 วันต่อปีคือการยอมรับว่ามนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร มีร่างกายที่เจ็บปวด มีครอบครัวที่ต้องดูแล และมีชีวิตที่ต้องรักษา ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หากนำมาปรับใช้ในวงการสื่อจะช่วยลดภาวะหมดแรง ลดความเครียดสะสม และเพิ่มโอกาสให้แรงงานข่าวอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
.
เมื่อมองย้อนกลับไป การทำงานข่าวที่มีคุณภาพต้องอาศัยแรงงานข่าวที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ หากแรงงานข่าวทำงานในสภาพที่อ่อนล้า ข่าวย่อมผิดพลาด หากแรงงานข่าวไม่มีวันหยุด ความละเอียดของการรายงานย่อมลดลง และหากแรงงานข่าวไม่สามารถรักษาสุขภาวะของตัวเองได้ สังคมก็จะไม่ได้รับข่าวที่เชื่อถือได้อย่างที่ควรจะเป็น นี่คือความจริงที่สังคมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณภาพของข่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากความกล้าหาญหรือความทุ่มเทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีโครงสร้างแรงงานที่เคารพความเป็นมนุษย์ของคนทำข่าวด้วย
.
แรงงานข่าวจึงไม่ควรต้องแลกชีวิตกับเรตติ้ง ถูกขูดรีดมูล่าส่วนเกินบนความคาดหวังให้ทำงานในกะที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหน้าที่ต่อสาธารณะของสื่อต้องเริ่มต้นจากการปกป้องผู้ผลิตข่าวก่อน เพื่อให้พวกเขามีพลังเพียงพอจะตรวจสอบและรายงานความจริงอย่างมีคุณภาพ เมื่อแรงงานข่าวถูกทำให้อ่อนแรง โครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศก็อ่อนแรงตามไปด้วย
.
ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ควรจบลงที่คำไว้อาลัย แต่ต้องแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักให้สำนักข่าวทุกแห่งและผู้กำหนดนโยบายทุกระดับยอมรับความจริงที่ว่าแรงงานข่าวก็คือคน ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตเรตติ้ง และคนไม่ควรถูกใช้จนพังเพื่อทำงานใด ๆ เพราะไม่มีคุณค่าอันใดที่คู่ควรต่อการแลกด้วยการสูญเสียชีวิตของแรงงานในฐานะมนุษย์
.
อย่างไรก็ตามการทวงคืนเวลา สุขภาพ คุณภาพชีวิตที่สมดุลในฐานะมนุษย์เหล่านี้ ไม่อาจทำได้เพียงการร้องขอความเห็นใจจากสังคมหรือนายจ้างเท่านั้น เพราะการได้มาซึ่งวันหยุดแบบลอย ๆ ก็อาจหมายถึงรายได้ที่เสียไปก็ได้ ฝั่งนายจ้างเองก็พยายามขัดขวาง พรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่อย่างเต็มที่ในขณะนี้เช่นกัน ดังนั้นอำนาจในการต่อรองของแรงงานข่าวผ่านการรวมกลุ่มเป็นองค์กรสหภาพแรงงานหรือจะเรียกลักษณะการรวมกลุ่มนั้นว่าอะไรก็ตามจึงสำคัญอย่างยิ่งที่จะเจรจาต่อรองกับนายทุนสื่อหรือเจ้าของกิจการสื่อเพื่อให้แก้ไขสภาพการจ้างงานทั้งอุตสาหกรรมสื่อมวลชนที่เห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตของกรรมการข่าว
.
(อ้างอิง)
- ผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทย ปี 2567 ที่สำรวจโดย มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ https://www.thaihealth.or.th/?p=377426
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น