สูญเสียหลายแสน การสื่อสารเป็นศูนย์ บทเรียนราคาแพงจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ 2568

[ทีมงาน]
.
มหาอุทกภัยหาดใหญ่ พ.ศ. 2568 ได้เผยให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างของรัฐไทยอย่างเด่นชัด เมื่อระบบสื่อสารซึ่งเป็นโครงข่ายพื้นฐานของการบริหารวิกฤตล่มลงทั้งเมือง จนทำให้การบริหารสถานการณ์ไม่เพียงล่าช้าแต่เสื่อมถอยถึงระดับที่ไม่สามารถปกป้องชีวิตประชาชนได้ทันการณ์ วิกฤตครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ หากแต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียความสามารถของรัฐในการกำหนดทิศทางการสื่อสื่อสารในเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่สังคมต้องการความชัดเจนที่สุด อันเป็นความล้มเหลวที่ส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของผู้มีอำนาจรัฐในยุคที่การสื่อสารคือแกนกลางของอำนาจทางการเมือง
.
เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความสั่นคลอนของความชอบธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในห้องแถลงข่าว เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามต่อภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศป.กฉ. ว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาดหรือไม่ คำถามนี้เป็นตัวแทนของข้อสงสัยสะสมจากสาธารณชนทั้งประเทศ และเป็นจังหวะที่บังคับให้ผู้มีอำนาจต้องเลือกกรอบการอธิบายภาวะวิกฤตระหว่างการยอมรับหรือการปฏิเสธความผิดพลาด แต่รัฐมนตรีกลับปิดไมโครโฟนและเดินออกจากโต๊ะแถลงข่าวโดยไม่กล่าวคำอธิบาย การกระทำนี้กลับมีความหมายเชิงสัญลักษณ์รุนแรง เพราะเป็นการประกาศโดยปริยายว่ารัฐไม่มีแนวทางการสื่อสารที่พร้อมเผชิญข้อวิพากษ์วิจารณ์ และมิได้ยืนอยู่ในพื้นที่ของความรับผิดชอบในเวลาที่ความสูญเสียของประชาชนกำลังปรากฏตรงหน้า
.
การกระทำเช่นนี้ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวเมื่อพิจารณาความเสียหายจากการล่มของโครงข่ายโทรคมนาคม ประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ต่อเนื่องหลายวันตั้งแต่วันที่ 21–27 พฤศจิกายน ทำให้ผู้ติดอยู่บนหลังคาและบนอาคารไม่สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือแจ้งพิกัดแก่หน่วยกู้ภัยได้ หลายครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกทั้งที่สามารถรอดชีวิตได้หากมีการสื่อสารขั้นพื้นฐาน ความสูญเสียนี้ได้รับการยืนยันโดยญาติผู้เสียชีวิตที่เข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยมีการประเมินว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่า 100 ราย ซึ่งเป็นระดับความสูญเสียที่ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าเหตุสุดวิสัยได้อย่างมีน้ำหนัก
.
บทบาทของสำนักงาน กสทช. ถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถจัดเตรียมระบบสำรองหรือโครงสร้างฉุกเฉินใด ๆ ได้ แม้ภารกิจด้านความมั่นคงโทรคมนาคมจะเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สุดของหน่วยงานกำกับดูแล การเข้าไม่ถึงการสื่อสารที่กินเวลาหลายวันทำให้ประชาชนต้องเฝ้าดูความสูญเสียเกิดขึ้นต่อหน้าโดยไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้
.
ยิ่งไปกว่านั้นการสื่อสารของรัฐในช่วงวิกฤตยังมีความคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อหน่วยงานของรัฐในระดับท้องถิ่นประกาศว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจกลับบ้านหรือสัญจรในพื้นที่เสี่ยงก่อนที่มวลน้ำระลอกใหม่จะเข้าท่วมอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากติดอยู่ในบ้านโดยไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ การสื่อสารที่ผิดจังหวะและขาดความแม่นยำนี้ได้มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสูญเสียที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลที่รัฐเป็นผู้เผยแพร่เอง
.
นอกจากนี้ประชาชนต้องสร้างระบบการสื่อสารฉุกเฉินขึ้นด้วยตนเอง ตั้งแต่การเปิดเว็บไซต์ให้ผู้ประสบภัยรายงานพิกัด การใช้วิทยุสมัครเล่นจนถึงการระดมอาสาเจ็ตสกีและกู้ภัยที่ต้องทำหน้าที่ทดแทนระบบของรัฐ เหตุการณ์ผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องลอยคออยู่ใต้เพดานบ้านโดยไม่มีช่องทางติดต่อใด ๆ หรือบันทึกวิดีโอของผู้ประสบภัยที่อัดข้อความขอความช่วยเหลือในความมืด ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปฏิบัติภารกิจพื้นฐานที่สุดของรัฐสมัยใหม่ นั่นคือการคุ้มครองชีวิตของประชาชนในยามวิกฤต
.
เหตุการณ์นี้คือจุดที่รัฐไทยสูญเสียความชอบธรรมในการสื่อสารสาธารณะให้แก่ประชาชนโดยสิ้นเชิง เมื่อรายงานจากพื้นที่จริงมีน้ำหนักเหนือถ้อยแถลงทางการและเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่อาจส่งออกไปได้กลายเป็นน้ำหนักอันหนักอึ้งของวิกฤตความชอบธรรมที่รัฐบาลต้องแบกไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐไม่ทบทวนระบบสื่อสารรวมถึงวัฒนธรรมความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ วิกฤตครั้งต่อไปจะไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นการล้มเหลวเชิงความชอบธรรมของรัฐที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีชีวิตประชาชนเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป
.
ท้ายที่สุดในบริบทเช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูประบบการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้บทเรียนครั้งนี้กลายเป็นความสูญเสียซ้ำซาก ประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการจัดตั้งศูนย์บัญชาการสื่อสารฉุกเฉินแห่งชาติที่มีอำนาจสั่งการได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และการสร้างโครงข่ายสื่อสารสำรองของรัฐที่พร้อมใช้งานภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของวิกฤต รัฐต้องยกระดับมาตรฐานความมั่นคงโทรคมนาคมของผู้ประกอบการ สร้างระบบเตือนภัยหลายช่องทางที่ไม่พึ่งพาเพียงระบบเดียว และจัดทีมสื่อสารภาคสนามเพื่อรายงานข้อมูลจริงแก่สาธารณะโดยไม่ผิดจังหวะหรือคลาดเคลื่อนเหมือนที่ผ่านมา
.
ข้อเสนอเหล่านี้นับเป็นแกนกลางของความชอบธรรมของรัฐในยุคที่การสื่อสารคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อเสียงของผู้ประสบภัยไม่สามารถส่งออกไปได้ การจัดการการสื่อสารที่ล้มเหลวของรัฐจึงกลายเป็นความผิดพลาดที่สังคมยากจะให้อภัย หากรัฐบาลต้องการกอบกู้ความไว้วางใจและป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดิม รัฐจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างสื่อสารใหม่ที่มั่นคง โปร่งใส และยึดชีวิตมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มิใช่เพียงการอ้างเหตุสุดวิสัย แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในระดับที่คู่ควรกับความคาดหวังของสังคมไทยยุคปัจจุบัน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?