ถอดรหัสอนาคตการเลือกตั้งไทย: เมื่อ “ความหวังของประชาชน” กำลังถูกท้าทายด้วยระบบที่ยังไม่พร้อม




[ทีมงาน]
.
ในวันที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ซึ่งจะมาพร้อมกับการทำประชามติในวันเดียวกัน เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ นักกิจกรรม ภาคประชาชน และอดีตผู้ปฏิบัติงานด้านการเลือกตั้งกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ระบบเลือกตั้งไทยยังไม่พร้อม” และอาจกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อประชาธิปไตยอย่างเงียบงัน
.
ในการเสวนา "ถอดรหัสอนาคตการเลือกตั้งไทยกับการเข้าถึง รับรู้ และขยายสิทธิของประชาชน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องเอนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา การเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรประกอบด้วย ศุภณัฐ บุญสด นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า วีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิ We Watch ธนิสรา เรืองเดช ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Wevis ดำเนินรายการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแต่เดิมผู้จัดกิจกรรมได้เชิญผู้แทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมเสวนาด้วย แต่ผู้แทน กกต. ไม่ตอบรับร่วมเสวนา ส่งมาเพียงเจ้าพนักงาน กกต. เพื่อสาธิตการใช้ระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
.

[บัตรเสียเกือบ 3 ล้านใบ สัญญาณอันตรายที่ถูกมองข้าม]

.
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิ We Watch กล่าวถึงบัตรเสียในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 ที่พุ่งสูงกว่า 2 ล้านใบและเกือบ 3 ล้านใบตามลำดับ ในฐานะ “เสียงที่หายไป” มากกว่าตัวเลขในรายงาน
.
เมื่อมีบัตรเสียถึงร้อยละ 7.5 ย่อมไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่คือความล้มเหลวของผู้จัดการเลือกตั้งที่ไม่สามารถออกแบบบัตรให้เข้าใจง่ายได้ บัตรเลือกตั้งไทยจึงควรมีทั้งชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรค และสัญลักษณ์พรรคเหมือนบัตรในต่างประเทศ ไม่ใช่ให้ประชาชนท่องจำหมายเลขอย่างเดียว
.
พงศ์ศักดิ์เล่าถึงวิกฤตการเลือกตั้งล่วงหน้าปี 2566 ที่มีบัตรกว่า 3.5 แสนใบจ่าหน้าซองไม่ครบ รวมถึงกรณีเว็บไซต์ลงทะเบียนล่มนานถึง 7 ชั่วโมงโดยไม่มีการขยายเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้คือการทำให้ประชาชนเสียสิทธิจากความผิดพลาดของระบบรัฐ ไม่ใช่จากความบกพร่องของตัวเอง ขณะที่ กกต. ไม่เคยเก็บข้อมูลบัตรเสียเลย We Watch เสนอมาตลอดว่าต้องดูเจตนาของผู้เลือก อย่าเอาปัญหาทางเทคนิคมาปิดบังเจตนา ผู้เลือกตั้งต้องรู้สิทธิ ต้องเข้าถึงสิทธิ และต้องถูกนับสิทธิ มี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันทุกคน จึงไม่ควรตัดสิทธิใครด้วยปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องนับสิทธิเพื่อความเท่าเทียม
.
ภาคประชาชนพบปัญหาในการสังเกตการณ์เพราะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ให้สังเกตการณ์หรือไม่ให้ถ่ายรูป และ กกต. ยังให้นำค่าใช้จ่ายของผู้สังเกตการณ์ของพรรคไปรวมกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นการไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองร่วมสังเกตการณ์ทั้ง ๆ ที่ยิ่งมีคนสังเกตการณ์มากก็ยิ่งดี แอปรายงานผลก็ไม่ทันเวลาจริง หากจะใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในการเลือกตั้งก็ต้องตรวจสอบรหัสโปรแกรม (source code) ได้และมีการรับประกันโดยผู้เชี่ยวชาญ นโยบายตัดสิทธิผู้ไม่ไปเลือกตั้งก็เป็นการละเมิดสิทธิมากกว่าส่งเสริมสิทธิ รวมถึงการตัดสิทธิผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่มาด้วย
.
ผู้พิการและกลุ่มเปราะบางเสียสิทธิจากการจัดเลือกตั้งของ กกต. เช่น การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ชั้น 2 หรือที่ซึ่งรถเข็นเข้าไม่ได้ หรือการที่ กปน. ไม่ยอมให้ภรรยาของผู้พิการตาบอดกาบัตรแทนให้ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอนุญาต แต่ให้ กปน. กาบัตรแทนแต่กาผิดและกลายเป็นบัตรเสีย การประกาศผลช้าก็ยิ่งเอื้อต่อการทุจริตเพราะจะมีเวลาที่เตรียมการ มีปัญหาเรื่องเงินเทาซึ่งจะเห็นในปีหน้า และการปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกพรรคตนเอง แต่จะสร้างความเกลียดชังและส่งผลเสียในระยะยาว
.

[เมื่อข้อมูลคืออำนาจ แต่ประชาชนยังเข้าไม่ถึง]

.
ขณะที่ด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ธนิสรา เรืองเดช ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis ได้ฉายภาพอีกด้านหนึ่งของปัญหา นั่นคือปัญหาการผูกขาดข้อมูลโดย กกต.
.
ในการเลือกตั้งปี 2562 WeVis ต้องระดมทุนเพื่อ “ซื้อข้อมูล” จาก กกต. ที่เผยแพร่ผ่านระบบ API ทั้งที่ควรเป็นข้อมูลสาธารณะ และในปี 2566 กกต. ก็ยกเลิกระบบนี้ไปหลังถูกประชาชนวิจารณ์หนัก ทั้งที่ลงทุนไปแล้วกว่า 20 ล้านบาท ทำให้สื่อและภาคประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ กกต. มักโยนภาระให้ประชาชน โดยบอกว่า “ให้ข้อมูลผ่านแอป Smart Vote แล้ว” ทั้งที่ควรเปิดข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้สะดวกกว่าและไม่ต้องดาวน์โหลด การให้ข้อมูลเป็นรูปถ่ายหรือลายมือเขียนไม่ได้แสดงถึงความโปร่งใส แต่เป็นการผลิตความลำบากซ้ำซ้อน เพราะใช้โปรแกรมอ่านและประมวลผลอัตโนมัติไม่ได้
.
สื่อมวลชนก็มีบทบาทสำคัญ ผู้สมัครมักได้พื้นที่สื่อไม่เท่ากันเพราะพรรคใหญ่มีทรัพยากรมากกว่า ผู้สมัครบางพรรคเป็นเจ้าของสื่อหรือไม่ก็ยังต้องตั้งคำถาม สื่อแต่ละช่องก็ให้พื้นที่แต่ละพรรคไม่เท่ากัน เช่น Voice TV ซึ่งสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย ก็ให้พื้นที่กับพรรคเพื่อไทยมากที่สุด แล้ว กกต. จะทำอย่างไรให้เท่าเทียม ปีหน้าจะมีการทำประชามติด้วย สื่อเองก็ยังสับสน
.
การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็ส่งผลมากจนทำให้พรรคหนึ่งเอาชนะได้ แต่ก็ยังมีปัญหาข่าวปลอม ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ทั้งโดยคนและบ็อต การใช้ถ้อยคำรุนแรงเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงอนาคตจะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพข่าวปลอมด้วยซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วในต่างประเทศ แล้ว กกต. เตรียมพร้อมแค่ไหน ซึ่ง WeVis เคยยกเรื่องนี้มาถามแต่ กกต. ก็ตอบไม่ได้
.
ธนิสราย้ำว่าหาก กกต. ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเองไม่ได้ประชาชนก็จะตั้งคำถามไปตลอด ทั้งเรื่องการรายงานผลโดยเร็วและแอป Smart Vote ที่มีช่องโหว่ให้เจาะได้ การเลือกตั้งทางอินเทอร์เน็ตของประเทศเอสโตเนียก็มีข้อผิดพลาดแต่เขาก็ยอมรับปัญหาและแก้ไข เราต้องการความโปร่งใสและชัดเจนจาก กกต. แบบเดียวกันว่าจะเปิดข้อมูลอะไร ที่ไหน และเมื่อไร หาก กกต. ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรก็ให้ติดต่อสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีมาตรฐานอยู่ รวมถึงคุยกับภาคประชาชนว่าอยากได้อะไร ทาง WeVis ก็ส่งข้อเสนอให้ กกต. ตลอดแต่ไม่ได้คำตอบ
.
เรื่องความสับสนเวลามีปัญหา กกต. ต้องสื่อสารให้เร็วและมีแหล่งข้อมูลเดียวที่เชื่อถือได้ เช่น ยุคโควิด-19 รัฐบาลก็ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อสื่อสารเพียงแห่งเดียว หาก กกต. ไม่ทำเช่นนี้ก็จะเสียความเชื่อมั่นไปเรื่อย ๆ เรื่องข้อมูลบิดเบือน กกต. บอกว่ามีแนวทางจัดการการหาเสียงออนไลน์หรือการใช้ AI แล้วว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้ ซึ่ง กกต. ควรรีบบอกต่อสาธารณะจะได้เตรียมการได้ แต่ กกต. ก็อ้างว่ามีตัวอย่างไม่พอทั้ง ๆ ที่มีองค์กรมากมายที่รวบรวมข้อมูลและให้ตัวอย่างปัญหาจริง ๆ ได้ และต้องหาจุดสมดุลระหว่างการควบคุมกับเสรีภาพในการแสดงออก พัฒนาหรือปรับใช้เครื่องมือในการตรวจสอบย้อนหลัง เทคโนโลยีมีแล้วแต่ กกต. ใช้เป็นหรือไม่ ต้องมีกลไกในการรายงาน ซึ่ง กกต. ก็อ้างว่ามีหน่วยทำงานเพื่อให้ความรู้คน แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามีหน่วยให้รายงานและตรวจสอบหรือไม่ และจะทำทันหรือไม่
.
WeVis เห็นว่า กกต. มีภาระมากและทรัพยากรจำกัด ไม่สามารถตรวจสอบทุกอย่างได้ทันเวลา จึงต้องทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนได้เสีย ทั้งสื่อใหญ่ สื่อท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม บริษัทสื่อสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ แม้จะยังไม่มีกฎหมายควบคุมในไทยแต่บริษัทเหล่านี้ก็ทำงานในการเลือกตั้งประเทศต่าง ๆ มาก่อนและมีเครื่องมืออยู่แล้ว แต่ กกต. ก็ไม่บอกว่าทำอะไรอยู่และจะให้ช่วยอย่างไรได้บ้าง
.

[ปัญหาเชิงโครงสร้าง: อำนาจ กกต. กับประชาธิปไตยที่ถูกจำกัด]

.
ในมิติการเมืองเชิงโครงสร้าง ศุภณัฐ บุญสด นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เสนอการวิเคราะห์ที่ลึกไปยิ่งกว่าปัญหาเชิงเทคนิค โดยกล่าวว่าหลังรัฐประหาร 2549 และ 2557 ระบบการเลือกตั้งไทยถูกออกแบบให้ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงเกินไป จนถึงขั้นสามารถ “คัดกรอง” เจตจำนงของประชาชนได้
.
หลังรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา การออกแบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญของไทย ไม่ได้มุ่งเน้นให้การเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอีกต่อไป หากแต่ถูกออกแบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐบาลที่มีอำนาจเข้มแข็งและเป็นภัยต่อชนชั้นนำเหมือนช่วงรัฐบาลปี 2544
.
นักวิชาการรายนี้วิจารณ์การยุบพรรคที่เกิดขึ้นง่ายเกินไป การรับรองผลล่าช้าถึงสองเดือน และการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณระหว่างกระบวนการว่าเป็นการบั่นทอนความหมายของการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมเสนอว่าการยุบพรรคควรจำกัดเฉพาะกรณีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
.
ทุกวันนี้คำว่าประชาธิปไตยในกฎหมายไทยถูกตีความกว้างและคลุมเครือ จนเปิดช่องให้แทบทุกพรรคอาจถูกตีความให้เป็นภัยต่อประชาธิปไตยได้หากไปขัดกับผู้มีอำนาจ ขณะที่ในความเป็นจริง พรรคที่นำเสนอแนวคิดอันตรายหากประชาชนไม่เห็นด้วย พรรคเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ เสื่อมถอยไปเองตามกลไกประชาธิปไตย โดยไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการยุบพรรคมาตัดตอน
.
กกต. ควรทำหน้าที่เป็นเพียงผู้จัดการเลือกตั้งให้กระบวนการเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและบริสุทธิ์ยุติธรรม ขณะที่การตัดสินลงโทษควรเป็นหน้าที่ของศาลหรือกลไกอื่นต่างหาก การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมต้องเริ่มจากการที่ประชาชนมีตัวเลือกทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลือกที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วว่าไม่เป็นภัยต่อโครงสร้างอำนาจ หากจะออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องแก้เรื่องนี้ด้วย เพื่อให้เสียงของประชาชนมีความหมายและทำให้ประชาชนกลับมามีหวังอีกครั้ง
.
[เมื่อปัญหาการเลือกตั้งไทยไม่ได้อยู่ที่ปลายปากกาประชาชน หากแต่อยู่ที่ระบบและกรรมการ]
ในมุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติ วีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงกระบวนการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่การอ่านเอกสารหรืองานวิจัย แต่เป็นการเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาร่วมพูดคุย ตั้งแต่สำนักงาน กกต. กรมการปกครอง กรมการกงสุล ไปจนถึงภาคประชาชนที่ทำงานภาคสนามจริง
.
วีรยุทธเสนอว่าสิ่งที่ทำได้เลยและง่ายที่สุดคือบัตรเลือกตั้ง บัตรของไทยไม่เป็นมิตรกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งขณะที่ต่างประเทศมีทั้งรูปผู้สมัครและสัญลักษณ์พรรค ฝ่ายนิติบัญญัติน่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ด้วยการแก้ พรป. และระเบียบ กกต. ซึ่งแก้ไม่ต้องมากและสามารถทำให้เสร็จได้ใน 2 – 3 เดือน การแบ่งเขตเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งซึ่งสร้างความสับสน ไม่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นและเจตจำนงของประชาชน แม้จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแต่อำนาจตัดสินใจสุดท้ายก็อยู่ที่ กกต. การรับฟังความคิดเห็นควรต้องมีความหมาย ไม่ใช่แค่พิธีการ ต้องแก้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ฉาบฉวย
.
ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีมากขึ้นและเอามาใช้ในการเลือกตั้งได้ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถออกนโยบายและกฎหมายให้มีทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้สิทธิผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทาง กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ได้ไปศึกษาหลาย ๆ ที่และเห็นตัวอย่างที่ดีจากประเทศเอสโตเนียทั้งเรื่องรัฐบาลดิจิทัลและการเลือกตั้งออนไลน์ ซึ่งต้องสร้างทั้งระบบนิเวศ ความตระหนักรู้ และกฎหมาย อาจทำระบบคู่ขนานทั้งคูหาแบบเดิมและแบบใหม่ได้ แต่ กกต. ก็บอกว่าถ้าทำ 2 ระบบคู่กันจะมีค่าใช้จ่ายสูง ตนเห็นว่าต้นทุนจะมากในระยะสั้นช่วงเปลี่ยนระบบแต่ในระยะยาวหากทำให้การเลือกตั้งที่โปร่งใส เสรี และเป็นธรรมจริงจะคุ้มค่า ได้ประชาธิปไตยที่สมยุคสมัย
.
พรบ. พรรคการเมืองในปัจจุบันทำให้ตั้งพรรคง่ายแต่อยู่ยากและไม่มีเสถียรภาพ อาจถูกยุบหรือร้องจริยธรรมได้โดยง่าย เช่น เรื่องจักรยานราคา 5 พันบาท ต้องตั้งคำถามว่ากฎหมายปัจจุบันตอบโจทย์หรือไม่ การเข้าถึงสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ก็เช่นกัน ต้องทำให้ทุกพรรคเข้าถึงสื่อทุกรูปแบบได้โดยไม่เหลื่อมล้ำ แต่ละพรรคก็มีงบประมาณหาเสียงต่อคนไม่เท่ากัน นี่คือความเหลื่อมล้ำ ถ้าอยากให้เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมจริงก็ต้องแก้กฎหมายตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญลงมา และต้องตั้งคำถามว่าผู้จัดการเลือกตั้ง ผู้ควบคุมการเลือกตั้ง และผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งควรเป็นองค์กรเดียวกันหรือไม่ จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจนไม่ตรวจสอบกันเองหรือไม่
.
วีรยุทธยังตั้งคำถามถึง กกต. ว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง แต่ กกต. จะคุมการเลือกตั้งให้เสรีและเป็นธรรมได้หรือไม่ เพราะ กกต. เองยังมีคำขวัญว่า “สุจริตและเที่ยงธรรม” ไม่ใช่เสรีและเป็นธรรมตามหลักสากล วุฒิสภาเพิ่งรับรอง กกต. ไป 2 คนและไปร่วมสรรหาประธาน กกต. คนใหม่ แม้มีคำถามว่าโปรดเกล้าฯ หรือยังแต่ก็เลือกไปแล้ว อาจไปรอโปรดเกล้าฯ พร้อมกันทีหลัง
.
กกต. มาจากหลายภาคส่วนมาจากกรรมการสรรหา เช่น ประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน โดยมี สว. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเทวฤทธิ์กับตนก็ผ่านมาด้วยกันและเห็นว่าเป็นอย่างไร ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมเลยไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจและตรวจสอบ รัฐธรรมนูญเองก็ให้ประชาชนตรวจสอบได้ยากมาก ต้องรวบรวม 2 หมื่นชื่อส่งให้วุฒิสภาและ ป.ป.ช. เพื่อถอดถอน กกต. ตามลำดับ และต้องใช้เสียงวุฒิสภา 2 ใน 3 เพื่อถอดถอน
.
ในอนาคตจะต้องทบทวนบทบาท ที่มาที่ไป และผลงาน ออกแบบกระบวนการสรรหาใหม่ รวมถึงออกแบบว่าจะให้ กกต. จัดและตรวจสอบการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในอดีตกระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง ปัจจุบัน กกต. ก็ยังให้กระทรวงมหาดไทย ช่วยจัดการเลือกตั้งอยู่ แล้วจะให้ กกต. ตรวจสอบอีกหรือไม่ องค์กรอิสระหลายแห่งก็ใช้บุคลากรเดิมและจัดสรรงบประมาณแบบเดิม ๆ แต่แก้ปัญหาไม่ได้
.
ในระยะสั้น กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนให้ทราบมากที่สุด ซึ่งทำได้เลยโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย มีองค์กรภาคประชาชนมากมายพร้อมช่วยกระจายข้อมูลต่อให้ และ กกต. ต้องโปร่งใส ชัดเจน ตรงไปตรงมา การให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองก็สำคัญเช่นกัน วันนี้เราเชิญ กกต. มาแต่ไม่มาเพราะใกล้เลือกตั้ง แต่ก็ยังส่งตัวแทนมาตั้งซุ้มกิจกรรมให้เรา
.
ต่อกรณีนี้ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าตนเชื่อใจในความรู้และประสบการณ์ของสำนักงาน กกต. จึงควรให้สำนักงาน กกต. ทำหน้าที่ปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระ ส่วนคณะกรรมการ กกต. ทำหน้าที่กำกับในเชิงนโยบายเท่านั้น และลดอำนาจในการแทรกแซงรายละเอียดเชิงปฏิบัติลง
.
ในช่วงท้ายของเวที ผู้ฟังที่เป็นนักเรียนเปิดใจว่าเขากำลังจะได้เลือกตั้งครั้งแรก แต่ไม่มีใครเคยมาสร้างเจตคติหรือทัศนคติที่ถูกต้องให้ตน การทำอะไรจะคำนึงถึงแต่ปัจจุบันไม่ได้แต่ต้องมองอนาคต การสร้างทัศนคติการเรียนการสอนที่ถูกต้องจะทำให้เด็กออกไปใช้สิทธิได้ดีและไม่ถูกหลอก ทุกวันนี้แม้แต่กลุ่มครูของตนก็ยังถูกข่าวปลอมหลอก การจัดการเลือกตั้งเป็นพิเศษให้ผู้พิการและแรงงานย้ายถิ่นก็สำคัญ ควรมีแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือหรือใช้อักษรเบรลล์เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้การบัตรด้วยตัวเอง การที่แรงงานย้ายถิ่นได้เลือกตั้งก็ควรได้เลือกคนในเขตที่ตนเองอยู่ พระ นักบวช และนักโทษก็ยังไม่ได้สิทธิเลือกตั้ง นักโทษจำนวนหนึ่งก็ทำผิดกฎหมายเพราะเศรษฐกิจไม่ดีซึ่งเป็นหน้าที่นักการเมืองต้องแก้ไข พระและนักบวชก็ย่อมได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลจึงควรได้สิทธิเลือกตั้งด้วย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?