หวังอำนวยจากใครไม่ได้: บทเรียนการต่อสู้ของสหภาพแรงงานการศึกษาทั่วโลกสู่ไทย - มุมคิดจากหนังสือ “รวมเราเป็นหนึ่ง: ประสบการณ์สหภาพแรงงานการศึกษาจากทั่วโลก”
[ทีมงาน]
.
หนังสือ “รวมเราเป็นหนึ่ง: ประสบการณ์สหภาพแรงงานการศึกษาจากทั่วโลก” โดย รศ. ดร. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คือผลงานวิจัยสำคัญที่ร้อยเรียงภาพใหญ่ของขบวนการแรงงานครูในกว่า 16 ประเทศทั้งโลกตะวันตกและนอกตะวันตก เพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาและประชาธิปไตยผูกพันกันอย่างลึกซึ้งเพียงใด ผู้เขียนนำผู้อ่านไปสำรวจรากทางประวัติศาสตร์ มรดกอาณานิคม ระบอบอำนาจนิยม ไปจนถึงการเติบโตของขบวนการแรงงานยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ให้เสรีภาพแรงงานและสร้างเวทีต่อรองร่วมต่างมีสหภาพครูที่แข็งแกร่งและมีบทบาทกำหนดนโยบายการศึกษาที่ส่งผลดีต่อผู้เรียน ตรงกันข้ามกับประเทศที่จำกัดสิทธิแรงงาน เช่น ไทย ที่ครูถูกผูกกับระบบราชการรวมศูนย์จนไร้อำนาจ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบ แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างต่อสังคมไทยว่าเราจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้จริงหรือไม่ หากผู้ที่สอนเด็กทั้งประเทศยังไม่มีสิทธิ์รวมตัวและไม่มีสิทธิมีเสียงในพื้นที่การทำงานและการกำหนดนโยบาย
.
ประเทศไทยมักพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาในฐานะการปรับหลักสูตรหรือปฏิรูประบบราชการ แต่ประวัติศาสตร์สหภาพแรงงานการศึกษาทั่วโลกกลับบอกเล่าเรื่องตรงกันข้ามอย่างชัดเจนว่า การปฏิรูปที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นจากข้างบนลงล่าง ไม่เคยเกิดขึ้นจากกระทรวง ไม่เคยเกิดขึ้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หากแต่เกิดขึ้นจากการที่แรงงานการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากรทางการศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียน รวมตัวกันจนกลายเป็นพลังต่อรองที่รัฐไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
.
เมื่อมองย้อนกลับไปในประเทศโลกตะวันตกเราจะพบว่าเส้นทางของสหภาพแรงงานครูไม่ได้เกิดขึ้นจากความเมตตาของรัฐบาล หากแต่เป็นผลผลิตของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่แรงงานในโรงงานตื่นรู้ถึงพลังของตนเองและลุกขึ้นต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี จากจุดนั้นขบวนการแรงงานค่อย ๆ หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย และแรงงานภาคการศึกษาก็ได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ครูกลายเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีสิทธิเจรจาต่อรอง สิทธิปฏิเสธการถูกกดขี่ และสิทธิที่จะร่วมกำหนดทิศทางของสถาบันที่ตนทำงานอยู่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหภาพครูในประเทศอย่างอังกฤษ ฟินแลนด์ เยอรมนี หรือสหรัฐฯ สามารถก้าวข้ามจากการต่อสู้เรื่องค่าจ้างไปสู่การต่อรองนโยบายการศึกษาในระดับประเทศได้
.
ประเทศเหล่านี้ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ที่รับรองเสรีภาพในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง หลายประเทศทำเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สังคมมีเสถียรภาพด้านเสรีภาพแรงงานและสหภาพครูเติบโตบนพื้นฐานของสิทธิอย่างสากล และมีเครื่องมือการต่อรองอย่างการสไตรค์ นัดหยุดงาน รวมไปถึงตัวแบบอังกฤษอย่างกลไกสามเหลี่ยมเหล็กที่ถือเป็นสามประสานระหว่างแรงงานการศึกษา ภาครัฐ และท้องถิ่น แม้ในภายหลังนโยบายเสรีนิยมใหม่ในยุคแทตเชอร์หรือเรแกนจะพยายามลดอำนาจของแรงงานแต่สหภาพครูจำนวนมากก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้เพราะหยั่งรากลึกร่วมกับประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสาธารณะ
.
ตรงกันข้ามกับโลกตะวันตก โลกนอกตะวันตกกลับเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มรดกอาณานิคม รัฐราชการรวมศูนย์ และระบอบอำนาจนิยมทำให้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานภาครัฐถูกจำกัดสิทธิมาอย่างยาวนาน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศเริ่มสร้างรัฐชาติแต่ยังแบกภาระโครงสร้างเก่าเอาไว้ เช่น การแบ่งชนชั้นทางเชื้อชาติในมาเลเซียและสิงคโปร์ การรวมศูนย์ของรัฐในจีน หรือระบบมลรัฐในอินเดียที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองโดยตรงในระดับท้องถิ่น ในบริบทเหล่านี้ ส่งผลให้สหภาพแรงงานการศึกษามักเติบโตอย่างยากลำบาก ถูกควบคุมกดทับ หรือถูกทำให้เป็นเพียงส่วนขยายของรัฐ ไม่มีความอิสระและยืนอยู่บนผลประโยชน์ของคนทำงาน
.
ประเทศไทยเองก็อยู่ในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ตัดสิทธิ์ข้าราชการไม่ให้ตั้งสหภาพแรงงาน ทำให้ครูไทยถูกตัดขาดจากเครื่องมือประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน นักวิชาชีพในโรงเรียนต้องอยู่ใต้เงาของคำสั่งส่วนกลาง ระบบอุปถัมภ์ และวัฒนธรรมการเชื่อฟัง จนแม้แต่คุรุสภาซึ่งเป็นองค์กรซึ่งควรทำหน้าที่เป็นสภาวิชาชีพก็ถูกควบคุมโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เปรียบได้กับโมเดลจีนที่สหภาพแรงงานเป็นแขนขาของรัฐมากกว่าจะเป็นปากเสียงของผู้ใช้แรงงาน
.
แต่ในขณะที่ไทยยังย่ำอยู่กับที่ ประเทศนอกตะวันตกหลายประเทศกลับค้นพบหนทางเฉพาะตัวในการสร้างพลังต่อรองแม้รัฐจะกดทับอย่างหนัก ตัวอย่างเช่นอินเดีย ที่แม้ไม่มีเวทีเจรจาต่อรองร่วมอย่างเป็นทางการ ครูอินเดียจำนวนมากกลับใช้กลไกทางอ้อมกดดันรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาใช้ฐานเสียงครูนับแสนในช่วงเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อรอง ใช้ศาล สื่อมวลชน ใช้การมีตัวแทนครูในสภาสูง ใช้การประท้วงเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อทำให้เสียงของครูไม่ถูกกลบในระบบการเมืองมลรัฐอันซับซ้อน
.
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเกาหลีใต้ ประเทศที่ให้บทเรียนสำคัญที่สุดต่อประเทศไทย ซึ่งมีสหภาพแรงงานครูและคนงานการศึกษาเกาหลี (KTU) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐอนุญาต แต่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ท่ามกลางการปราบปราม ตำรวจติดอาวุธบุกมหาวิทยาลัย ขู่ไล่ออกครูนับร้อย แต่ครูกลับรวมตัวกับนักศึกษา จัดพิธีเปิดท่ามกลางการคุกคาม พวกเขาถูกจับ ถูกคุมขัง ถูกลงโทษ แต่ 18 ปีต่อมา KTU กลายเป็นสหภาพที่มีสมาชิกนับแสนและเป็นกำลังสำคัญในการตรวจสอบรัฐ บทเรียนจากเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหภาพครูไม่ใช่สิ่งที่รัฐมอบให้ แต่เป็นสิ่งที่ที่แรงงานต้องลุกขึ้นสู้สร้างเอง
.
เมื่อมองกลับมายังประเทศไทย ภาพที่ปรากฏยังคงค่อนข้างน่าหนักใจ ครูไทยจำนวนมากรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้อำนาจ และไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพ การตัดสินใจทุกอย่างถูกกำหนดจากส่วนกลาง ทั้งยังภาระงานล้นมือ ระบบประเมินไม่เป็นธรรม รายได้ไม่สอดคล้องภาระงาน และที่หนักกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ให้ครูได้บอกความจริงในระบบที่ตนแบกรับอยู่
.
ดังนั้นคำถามสำคัญของสังคมไทยคือเราจะทำให้ครูมีอำนาจในการพัฒนาตนเองและโรงเรียนได้อย่างไร สิ่งนี้อาจต้องเริ่มจากการทำให้ครูตระหนักว่าสิทธิแรงงานคือสิทธิพลเมือง ไม่ใช่ความผิดวินัย ไม่ใช่พฤติกรรมต่อต้าน และไม่ใช่ภัยต่อรัฐ แต่คือเงื่อนไขของประชาธิปไตย การสร้างความรู้เรื่องสิทธิแรงงานคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่ตระหนักถึงสิทธิของตน ครูย่อมไม่สามารถรวมพลังต่อรองกับรัฐได้เลย
.
ประการต่อมา แม้ไทยยังไม่อนุญาตให้ตั้งสหภาพแต่ครูยังสามารถรวมตัวผ่านสมาคม เครือข่าย หรือองค์กรวิชาชีพได้ การรวมตัวลักษณะนี้ถือเป็นโครงสร้างตั้งต้นของพลังต่อรอง เช่นเดียวกับอินเดียที่ใช้กลไกทางอ้อมกดดันรัฐบาล ครูไทยสามารถรวมพลังช่วงเลือกตั้ง เสนอข้อเรียกร้องด้านภาระงาน ค่าตอบแทน มาตรฐานวิชาชีพ และสวัสดิการ โดยอาศัยสถานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้กลายเป็นพลังการเมืองที่รัฐต้องรับฟัง
.
ในระยะยาว โครงสร้างวิชาชีพการศึกษาต้องได้รับการปฏิรูป คุรุสภาต้องหลุดพ้นจากการครอบงำของรัฐ โดยต้องมีกรรมการจากการเลือกตั้งของครูทั่วประเทศ และต้องทำหน้าที่เป็นสภาวิชาชีพจริง ไม่ใช่ส่วนราชการที่อำนาจรวมศูนย์ ต้องรวมตัวกันลุกขึ้นมา รวมกลุ่ม-ต่อรอง-จัดตั้ง เพื่อสร้างสหภาพแรงงานครูที่จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ชีวิตที่ดีกว่าของครูทั้งประเทศ
.
นอกจากนี้ประเทศไทยต้องลงนามอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เพื่อให้ข้าราชการตั้งสหภาพแรงงานได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของครูเท่านั้น แต่คือการคืนศักดิ์ศรีให้แรงงานภาครัฐทั้งหมด และเป็นรากฐานของประชาธิปไตย
.
ยิ่งไปกว่านั้น ครูต้องไม่เพียงรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเอง แต่จะต้องเรียกร้องไปถึงบุคลากรในโรงเรียนตั้งแต่ระดับนักการภารโรงและลูกจ้างชั่วคราว ไปจนถึงนักเรียนและผู้ปกครองด้วย ครูจะต้องต่อต้านการขูดรีดแรงงาน การกีดกันทางการศึกษา ไปจนถึงกฎระเบียบที่ไร้เหตุผลและละเมิดสิทธิเสรีภาพ ครูจะต้องไม่ใช้พลังจากการรวมกลุ่มของตนไปเพื่อสนับสนุนระบบที่กดขี่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากแต่จะต้องสนับสนุนระบบการศึกษาและสังคมที่ปลดปล่อยคนให้เสรีและเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
.
ท้ายที่สุดทั้งหมดนี้ชี้ไปยังบทสรุปเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษาไทยจะไม่เกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างกระทรวง หากแต่ต้องเริ่มจากการสร้างพลังต่อรองของแรงงานการศึกษา หากครูยังไม่มีอำนาจและเสียงยังถูกปิดกั้น โรงเรียนและการศึกษาไทยก็ไม่อาจพัฒนาได้ ประเทศใดที่สหภาพครูเข้มแข็ง เด็กจะได้รับการศึกษาที่เป็นธรรม ประเทศใดที่ครูไร้เสียง เด็กก็ไร้อนาคตเช่นกัน ในวันที่ประเทศไทยยังติดอยู่ในกับดักโครงสร้างอำนาจนิยมในโรงเรียน บทเรียนจากทั่วโลกจึงบอกเราชัดเจนว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแรงงานการศึกษา “รวมเราเป็นหนึ่ง” และยืนขึ้นในฐานะผู้กำหนดอนาคตของประเทศ
.
สามารถ Download หนังสือ “รวมเราเป็นหนึ่ง: ประสบการณ์สหภาพแรงงานการศึกษาจากทั่วโลก” ได้ที่ https://collections.fes.de/publikationen/id/1886093
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น