'รมว.แรงงาน' ตอบกระทู้ปมเลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ย้ำ 3 เหตุผลจำเป็น: ผลกระทบภาษีการค้า การขึ้นค่าแรง และความตึงเครียดระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำตอบของตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อกระทู้ถามของผมเรื่อง "ขอทราบเหตุผลในการเลื่อนการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กองที่ 2) และความเป็นไปได้ในการทบทวน" ลงในราชกิจจานุเบกษา
.
ประการแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานชี้แจงว่าการเลื่อนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีเหตุผล ดังนี้
.
1) เพื่อเป็นการบรรเทาและลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้าง จากสภาพการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอน อันเนื่องมาจากการขึ้นภาษีการค้าระหว่างประเทศ
.
2) การปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
.
3) ความตึงเครียดระหว่างประเทศ สถานประกอบการได้รับผลก ระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศต้องปรับตัวและเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
.
ประการต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ชี้แจงแนวทางการประเมินการเลื่อนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวว่า จากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2567 GDP ขยายตัวที่ 2.5% และในปี 2568 ขยายตัวที่ 2.8% ซึ่งเติบโตเกือบท้ายตารางอาเซียนรองจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประกอบกับสงครามภาษีระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับพหุภาคีทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อผลกระทบรุนแรงจากการค้าโลกโดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ การปิดด่านไทยกัมพูชาและจุดผ่อนปรนการท่องเที่ยว การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันประเทศกัมพูชาส่งผลให้สินค้าส่งออกของประเทศไทย รวมถึงการปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
.
ดังนั้นเพื่อคงไว้ซึ่งการจ้างและไม่ให้เกิดภาระกับผู้ประกอบกิจการและลูกจ้างเกินสมควร เห็นควรเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 ออกไปอีกปี จากวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 และเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอ้างอิงข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2567 GDP ขยายตัวที่ 2.5% ในปี 2568 ขยายตัวที่ 2.2% และในปี 2569 ขยายตัวที่ 1.6%
.
นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานการเตือนภัยด้านแรงงาน ประจำเดือนสิงหาคม 2568 (ข้อมูลล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2568) พบว่า
.
1) การจ้างงาน : เดือนกรกฎาคม 2568 ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12.15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 105,075 คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 0.87%
.
2) การว่างงาน : เดือนกรกฎาคม 2568 ผู้ว่างงานในระบบประกันสังคม มีจำนวน 275,299 คน เพิ่มขึ้น 39,782 คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 16.89%
.
3) การเลิกจ้าง : เดือนกรกฎาคม 2568 ผู้ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคม มีจำนวน 63,520 คน เพิ่มขึ้น 28,013 คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 78.89%
.
4) สัญญาณเตือนภัยด้านแรงงาน มีค่าเท่ากับ 0 และอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการว่างงานเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม 2568 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 49,833 คน (+21.60%) 45,091 คน (+25.07%) และ 60,174 คน (+27.83%) จากเดือนเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ และการเลิกจ้างเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม 2568 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 34,368 คน (+106.02%) 36,848 คน (+109.88%) และ 33,748 คน (+97.12%) จากเดือนเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ
.
รัฐมนตรีแรงงานยังระบุว่าข้อมูลสถานการณ์การหยุดกิจการชั่วคราว มาตรา 75 (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2568) พบว่าจำนวนสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการบางส่วนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลงร้อยละ 5.97 และสถานประกอบการที่หยุดกิจการทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.30 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และจากการหยุดกิจการทำให้มีจำนวนลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 26,535 คนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.67 และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมาลดลงร้อยละ 16.30
.
ส่วนผลการประมาณการโอกาสเกิดวิกฤตการจ้างงาน การว่างงาน และการเลิกจ้างภายใน 12 เดือนข้างหน้า (ช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 - กรกฎาคม 2569) พบว่า
.
1) การจ้างงานในระบบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ประมาณการว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านร้อยละ 97.95 และประมาณการว่าการจ้างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 ในตลาดแรงงานมีแนวโน้มอยู่ในภาวะก่อนวิกฤติ (Pre-crisis) ที่ร้อยละ 0.78 ลดลงจากเดือนก่อน ส่วนภาวะก่อนวิกฤตระยะยาว (Pre-crisis) มีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละ 0.01 ทรงตัวจากเดือนก่อน อย่างไรก็ตามควรติดตามการจ้างงานในระบบอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ นโยบายของรัฐบาลที่อาจจะส่งผลต่อการจ้างงานแรงงาน รวมถึงสถานการณ์มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
.
2) การว่างงานในระบบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ประมาณการว่าอยู่ในภาวะปกติร้อยละ 71.72 และประมาณการว่าการว่างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 ในตลาดแรงงานมีแนวโน้มอยู่ในภาวะก่อนวิกฤติ (Pre-crisis) ที่ร้อยละ 11.03 ลดลงจากเดือนก่อน ส่วนภาวะก่อนวิกฤตระยะยาว (Pre-crisis) มีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละ 3.14 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน อย่างไรก็ตามควรติดตามผลการประมาณการต่อเนื่อง เน้นเฝ้าระวังอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการขยายตัวของผู้ว่างงานสูงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้าหลัก รวมถึงการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลต่อตลาดแรงงานอย่างมาก
.
3) การเลิกจ้างในระบบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ประมาณการว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านร้อยละ 79.96 และประมาณการว่าการเลิกจ้างของผู้ประกันตนมาตรา 33 ในตลาดแรงงานมีแนวโน้มอยู่ในภาวะก่อนวิกฤต (Pre-crisis) ร้อยละ 0.19 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ส่วนภาวะก่อนวิกฤตระยะยาว (Pre-crisis) ร้อยละ 8.11 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน อย่างไรก็ตามควรติดตามผลการประมาณการต่อเนื่อง เน้นเฝ้าระวังอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการขยายตัวของผู้ถูกเลิกจ้างสูงอย่างใกล้ชิดจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากการส่งออกที่ยากขึ้น ความเสี่ยงจากสงครามการค้า และกำลังซื้อที่อ่อนแอ
.
ดังนั้นการเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 ออกไปอีก 1 ปี จากวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 จึงมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นการช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างไม่ให้ได้รับผลกระทบมากจนเกินสมควร
.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังเน้นย้ำว่าการเลื่อนการดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีกหนึ่งปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว การส่งออกที่ยากขึ้น ความเสี่ยงจากสงครามการค้า และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ประกอบกับธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการปรับคาดการณ์ GDP ของประเทศไทยในปี 2568 โดยเปรียบเทียบข้อมูลเดือนเมษายน 2568 ที่คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวที่ 2.0% และในเดือนตุลาคม 2568 ที่คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวที่ 1.6% เพื่อคงไว้ซึ่งการจ้างและไม่ให้เกิดภาระกับผู้ประกอบกิจการและลูกจ้างเกินสมควร การดำเนินการเลื่อนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีกหนึ่งปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปเรียบร้อยแล้ว โดยสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 และให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีกหนึ่งปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
.
อ่านกระทู้ถามและคำตอบกระทู้ฉบับเต็ม: https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/95118.pdf
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น