รัฐบาลไทยต้องเผยชะตากรรม ‘อี ควิน เบดั๊บ’ และยืนยันความปลอดภัยว่าจะไม่เผชิญอันตรายหลังถูกส่งกลับ



เสรีภาพทางศาสนาในเวียดนามเป็นเสรีภาพที่ถูกตีกรอบด้วยอำนาจรัฐ ประชาชนอาจประกอบศาสนกิจได้ในชีวิตประจำวัน แต่การควบคุมองค์กรศาสนา การจดทะเบียน การแต่งตั้งผู้นำ และการจำกัดบทบาทของกลุ่มชนกลุ่มน้อยอย่างมองตานญาดยังดำเนินต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ ผู้ที่ลุกขึ้นรายงานการละเมิดสิทธิทางศาสนากลับถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคง ถูกคุมขังลับ ถูกทรมาน หรือถูกพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม รายงานจาก Amnesty International และผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติระบุอย่างชัดเจนว่านักเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านเสรีภาพทางศาสนาในเวียดนามมักถูกปราบปรามอย่างหนักจนถึงขั้นเป็นนักโทษทางความคิด ข้อเท็จจริงเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้กรณีของ อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) สื่อมวลชนอิสระ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ด้านศาสนาในเวียดนามเป็นกรณีที่การส่งกลับอาจหมายถึงการเสี่ยงต่อชีวิตอย่างแทบไม่มีข้อกังขา
.
อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยกลับไม่นำข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย แต่กลับสั่งตรงกันข้ามอย่างเร่งรีบผิดปกติ โดยวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 19:21 น. กรมราชทัณฑ์ประกาศว่าส่งตัวอี ควิน เบดั๊บให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยเพื่อส่งกลับเวียดนามตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในเวลา 10:00 น. ศาสตราจารย์เบน ซอล (Ben Saul) ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์แสดงความ “ผิดหวังอย่างยิ่ง” ต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจยับยั้งการส่งตัว เพราะเบดั๊บมีความเสี่ยงต่อการถูกทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้ายเมื่อกลับถึงเวียดนาม คำเตือนจาก UN จึงถูกเมินเฉยในวันเดียวกับที่รัฐไทยเร่งรัดปฏิบัติการส่งตัวอย่างเร่งด่วน
.
ทั้งนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลยืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ส่งตัวกลับ โดยอ้างว่าแม้ไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับเวียดนามแต่สามารถให้ความร่วมมือตามหลัก “ต่างตอบแทน” ได้ ทั้งที่ศาลยอมรับเองว่าเบดั๊บเป็นผู้ลี้ภัยภายใต้การคุ้มครองของ UNHCR อย่างไรก็ตาม ศาลกลับจำกัดกรอบการพิจารณาเพียงว่ามีความผิดตาม พรบ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ โดยไม่พิจารณาเรื่องความเสี่ยงต่อการทรมานตาม พรบ. ป้องกันการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อันเป็นกฎหมายที่กำหนด “ข้อยกเว้นโดยเด็ดขาด” ว่าห้ามส่งบุคคลไปยังรัฐที่มีความเสี่ยงต่อการทรมานไม่ว่ากรณีใดก็ตาม การตีความของศาลจึงเป็นการลดทอนเจตนารมณ์ของกฎหมายไทยเองอย่างน่ากังวล
.
ที่สำคัญศาลยังให้เหตุผลว่า “ไม่มีหลักฐานว่าเบดั๊บถูกทำร้ายระหว่างถูกควบคุมตัวในเวียดนาม” และยืนยันว่ารัฐบาลเวียดนามให้คำมั่นว่าจะไม่กระทำโหดร้าย คำกล่าวอ้างนี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับรายงานระดับนานาชาติตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งบันทึกการทรมาน การคุมขังลับ และการพิจารณาคดีไม่เป็นธรรมต่อผู้เห็นต่างทางศาสนาและทางการเมืองในเวียดนามอย่างเป็นระบบ
.
การส่งกลับครั้งนี้ยังสะท้อนรูปแบบภัยคุกคามข้ามพรมแดน (transnational repression) ที่กำลังเข้มข้นขึ้น เวียดนามเคยส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวไทย 3 คน ได้แก่ สยาม ธีรวุฒิ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และกฤษณะ ทัพไทยกลับไทยก่อนจะหายสาบสูญไปจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่ไทยเองก็เคยส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนในต้นปี 2568 การส่งตัวเบดั๊บกลับเวียดนามจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียว แต่คือส่วนหนึ่งของวงจรการขจัดผู้เห็นต่างที่รัฐไทยมีบทบาทร่วม
.
ท้ายที่สุดการกระทำของรัฐบาลไทยในคดีนี้เผยให้เห็นความล้มของรัฐบาลไทยทั้งในแง่ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและความเคารพต่อกฎหมายของตนเอง ไทยไม่เพียงปฏิเสธหลักมนุษยธรรม แต่ยังละเลยหลักการสากลที่ไทยมีพันธกรณีภายใต้หลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) และปล่อยให้ชีวิตของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกอยู่ในความเสี่ยง ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดเผยชะตากรรมของ อี ควิน เบดั๊บ โดยเร็วที่สุด และต้องยืนยันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนรายนี้จะเผชิญความเสี่ยงต่อภัยอันตรายและการละเมิดสิทธิในประเทศต้นทางหลังถูกส่งกลับโดยเด็ดขาด

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?