จี้ทบทวนอำนาจจัดการน้ำ ทวงถามเกณฑ์เงินเยียวยาน้ำท่วมใหม่ - ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ สนับสนุนตั้ง กมธ. ศึกษาการบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องไม่ศึกษาซ้ำซาก




วานนี้ (1 ตุลาคม 2569) ผมได้อภิปรายและสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากอธิบายว่าผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจาก อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งขณะนี้ทั้ง อ.อัมพวา และ อ.บางคนที กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม
​.
​หลายคนอาจคิดว่า จ.สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดปลายน้ำ เมื่อน้ำไหลลงมาหากน้ำทะเลไม่หนุน น้ำก็จะระบายออกปากอ่าว แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่คาบความถี่การขึ้นและลงของน้ำมีมากขึ้น เมื่อดูพื้นที่จะพบว่า อ.อัมพวา และ อ.บางคนที อยู่ไกลจากปากน้ำ ขณะที่ อ.เมืองอยู่ใกล้มากกว่า แต่กลับเป็นว่า อ.เมืองเผชิญน้ำท่วมน้อยกว่า จึงต้องกลับมาดูว่า ปัญหาเกิดขึ้นตรงไหนในการบริหารจัดการน้ำเมื่อน้ำทะเลหนุน
​.
​ขณะเดียวกัน น้ำจาก จ.ราชบุรี รวมถึงน้ำจากเขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี ไหลลงมาปะทะกันบริเวณ อ.อัมพวา และ อ.บางคนที แทนที่น้ำจะไหลลงสู่ปากแม่น้ำก็กลับไหลย้อนเข้าคลองสาขา เข้าสวน และเข้าบ้านเรือนประชาชน รวมถึงบ้านของผมเอง ผมจึงอยากวิงวอนหน่วยงานและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาเรื่องจังหวะการปล่อยน้ำจากพื้นที่ตอนบน เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง รวมถึงเร่งพิจารณาหาอุปกรณ์หรือเรือ เพื่อช่วยผลักดันน้ำบริเวณปากอ่าวและปากแม่น้ำให้ระบายออกสู่ทะเลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
​.
​ในภาพรวมหลายคนบอกว่าอากาศแปรปรวนและฝนตกมากขึ้น ทำให้น้ำมากขึ้น เรื่องนี้ผมไม่ปฏิเสธเพราะเป็นความจริงแน่นอน แต่คำถามคือทำไมบางพื้นที่น้ำขังนาน และบางพื้นที่เรียกได้ว่า “ขังลืม” บางพื้นที่มีการสูบน้ำออก ขณะที่บางพื้นที่เครื่องสูบน้ำไม่ทำงาน บางพื้นที่ไม่เปิดพนังกั้นน้ำต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับอำนาจในการจัดการน้ำ และการจัดลำดับความสำคัญด้วยว่า พื้นที่ไหนน้ำขังเพียงชั่วคราวและพื้นที่ไหนน้ำต้องขังอยู่นาน
​.
​หลายคนบอกว่าน้ำย่อมไหลตามแรงโน้มถ่วงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่ในความเป็นจริงน้ำยังไหลตาม “อำนาจในการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ” ด้วย ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ เพราะที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจเองก็ออกมายอมรับข้อผิดพลาดและขอโทษขอโพยประชาชน เราได้ยินคำขอโทษและถอดบทเรียนกันมาหลายรอบแล้ว เพื่อพิสูจน์ความจริงใจกับประชาชน นอกจากการลงมือทำแล้ว เรื่องการถอดบทเรียนหรือการชดเชยอย่างเหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
​.
​ผมเองได้ย้อนกลับไปดูนโยบายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตอนหาเสียงมีนโยบาย “กองทุนภัยพิบัติ เกิดเหตุ AI จับข้อมูล จ่ายทันที ครัวเรือนละ 100,000 บาท” เมื่อเห็นแล้วก็อุ่นใจ ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน คำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีก็ยังมีนโยบายนี้ในการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ถ้าพูดด้วยภาษาประกันภัย คือ “ยิ้มได้เมื่อภัยมา” เดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนจึงน่าจะได้เห็นมาตรการนี้ออกมาแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
​.
​เมื่อวันที่ 29 กันยายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ระบุว่าหลักเกณฑ์การชดเชยรอบนี้ยังเป็นหลักเกณฑ์เดิม คือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท นโยบายใหม่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม วันนี้ (1 ตุลาคม) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ออกมาย้ำว่าหลักเกณฑ์นี้จะใช้วันที่ 1 ตุลาคม แล้วประชาชนที่บ้านน้ำท่วมมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคมและวันนี้ยังท่วมอยู่จะเข้าเกณฑ์หรือไม่ หรือบางพื้นที่ก่อนหน้านี้น้ำเพียงปริ่ม ๆ ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่วันนี้น้ำกลับเข้าท่วมบ้าน อย่างที่ อ.อัมพวา บ้านผม ซึ่งหลายครัวเรือนเพิ่งกลายเป็นผู้ประสบภัยรายใหม่ คนเหล่านี้จะเข้าเกณฑ์หรือไม่
​.
​อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นความชัดเจน คือ ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ ขณะนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว มีการทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยหรือยัง ถ้ามีคือบริษัทอะไร รายละเอียดความคุ้มครองเป็นอย่างไร เงื่อนไขการจ่ายเงินเป็นแบบไหน และประชาชนกลุ่มใดจะได้รับความคุ้มครอง
​.
​แน่นอนว่าในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ ใครรับผิดชอบก็ต้องพิจารณากันต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องการเยียวยาก็เป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังรอคอยอยู่ ยังไม่นับรวมปัญหาที่ตามมาหลังน้ำท่วม ทั้งน้ำเสีย น้ำขัง และการฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งหลายเรื่องจนถึงขณะนี้ก็ยังเงียบอยู่
​.
​กลับมาที่เรื่องการตั้ง กมธ. ผมลองสำรวจอย่างเร็ว ๆ พบว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือแม้แต่ในช่วงเวลาพิเศษอย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่างก็เคยศึกษาและจัดทำรายงานเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง เรียกได้ว่าเป็นขาประจำที่เวียนกลับมาให้ศึกษาแทบทุกยุคทุกสมัย
​.
​ยกตัวอย่างเช่น รายงานเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ จัดทำมาตั้งแต่ปี 2552, รายงานของคณะกรรมการศึกษาติดตามตรวจสอบการฟื้นฟูอุทกภัยของวุฒิสภา ปี 2555, รายงานของคณะกรรมการพิจารณาติดตามและแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, รายงานการศึกษาของ กมธ. แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ (ซึ่งในวุฒิสภาชุดปัจจุบันไม่มี กมธ. ชุดนี้แล้ว) โดยศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เน้นปัญหาภัยแล้ง และยังมีรายงานของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564 ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ
​.
​ที่ผมยกรายงานเหล่านี้ขึ้นมาไม่ได้หมายความว่า ในเมื่อมีคนศึกษาไว้แล้วก็ไม่ควรศึกษาอีก ตรงกันข้าม ผมเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ. และเห็นด้วยที่จะศึกษาต่อ แต่ผมไม่อยากให้รายงานการศึกษาเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนละครหรือภาพยนตร์ที่ต้องสร้างซ้ำอยู่เรื่อย ๆ
​.
​หากเราจะตั้ง กมธ. ขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้การศึกษาครั้งนี้ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เพราะถ้าเรามีรายงานที่ศึกษากันมาหลายยุคหลายสมัยหลายฉบับ แต่ปัญหาเดิมยังกลับมาให้ศึกษาซ้ำอีก ก็ควรถามต่อว่ารายงานเหล่านั้นเคยเสนออะไรไว้บ้าง ข้อเสนอใดถูกนำไปใช้ ข้อเสนอใดไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติ และเพราะเหตุใด ผมขออย่างน้อยสัก 1 บท ในรายงานฉบับนี้สำหรับทบทวนรายงานและบทเรียนจากการศึกษาที่ผ่านมาข้างต้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร