เสวนา “6 ตุลา-ควังจู” เทียบรัฐอาชญากรรมไทย-เกาหลีใต้ ชี้ไทยเผชิญความเงียบงันยาวนาน เสนอยกระดับประวัติศาสตร์บาดแผลให้เป็นสถาบัน
วันนี้ (4 ต.ค.) ภายในงานรำลึก “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ” เพื่อเปรียบเทียบประวัติศาสตร์บาดแผลจากการล้อมปราบประชาชนของรัฐไทยและเกาหลีใต้ โดยมี รศ. ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย เสกสรร อานันทศิริเกียรติ
[6 ตุลา: อาชญากรรมรัฐ และความวิปริตของเหตุผล]
ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า แม้สถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จะยังเป็นที่ถกเถียงและยังไม่ถูกบรรจุในประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างสมบูรณ์ แต่สามารถเรียกได้ว่าเป็น "อาชญากรรมโดยรัฐ" เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีการสั่งสมความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องโดยที่รัฐปล่อยปละละเลยให้บานปลาย นอกจากนี้ สังคมและชนชั้นกลางบางส่วนที่มีความกระวนกระวายในการพิทักษ์สถานะของตนเอง ก็มีส่วน "อนุญาต" ให้เกิดความรุนแรงนี้ขึ้นด้าน รศ. ดร.บัณฑิต ขยายความถึงบริบทก่อนเกิดเหตุการณ์ว่า เป็นยุคที่สังคมเกิด "ความวิปริตของเหตุผล" มีการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เช่น การตั้งกลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง การใช้สถานีวิทยุยานเกราะปลุกระดมให้ฆ่านักศึกษา รวมถึงการใช้ความเชื่อทางไสยศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ภาพถ่ายความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลา จึงไม่ใช่ต้นเหตุเดี่ยวๆ แต่เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่ตกลงบนสังคมที่เปราะบางอย่างหนัก
[ความเงียบงันหลังความตาย: ไทย vs เกาหลีใต้]
วิทยากรทั้งสองได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลา กับเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนที่เมืองควังจู เกาหลีใต้ (พฤษภาคม 1980) รศ. ดร.บัณฑิต ชี้ว่า หลังเหตุการณ์ควังจู เกาหลีใต้เผชิญกับ "ความเงียบ" ภายใต้เผด็จการเบ็ดเสร็จยาวนานถึง 7 ปี มีการจับกุมและซ้อมทรมานในคุกลับ จนกระทั่งเกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี 1987 นำไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและการกวาดล้างทหารการเมืองออกจากระบบค่ายทหารอย่างเด็ดขาด คุกลับถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์เรียนรู้ประชาธิปไตยในขณะที่ของไทย แม้รัฐบาลหอยหลัง 6 ตุลา จะอยู่ได้เพียงปีเดียวและถูกรัฐประหารซ้อน นำไปสู่บรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น แต่ในระยะยาว "ความเงียบ" และการลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทยกลับฝังรากลึกและยาวนานกว่าเกาหลีใต้มาก
[เสนอสร้างความทรงจำให้เป็น "สถาบัน"]
เมื่อถูกถามถึงบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ รศ. ดร.บัณฑิต เสนอว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเกาหลีใต้ทุกอย่าง แต่ควรเรียนรู้การ "ทำให้ความทรงจำกลายเป็นสถาบัน" (Institutionalization) เกาหลีใต้มีกองทุนจัดงานรำลึกทุกปี มีการดูแลญาติวีรชน มอบทุนการศึกษา และสร้างความเชื่อมโยงกับนานาชาติผ่านรางวัลสิทธิมนุษยชนควังจู รวมถึงการยกระดับเมืองควังจูให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งเอเชีย เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านงานศิลปะ ทำให้เรื่องราวของควังจู "ไม่ตาย" ซึ่งสังคมไทยควรหาวิธีทำให้คนรำลึกถึงความรุนแรง 6 ตุลาในลักษณะเดียวกัน[ความท้าทายในยุค AI และอนาคตประชาธิปไตยไทย]
ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีภาพถ่ายถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ เตือนว่า ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผู้มีอำนาจและทุนสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างความเท็จเพื่อทำให้ "ความผิดหายไปเลย" ได้ง่ายขึ้น ด้าน รศ. ดร.บัณฑิต เสริมว่า เกาหลีใต้มีกฎหมายบังคับให้ภาพที่สร้างจาก AI ต้องมีลายน้ำชัดเจน แต่ไทยยังขาดการควบคุมในส่วนนี้ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรได้ตอบคำถามจากผู้ฟังเรื่องความพร้อมของประชาธิปไตยไทย โดย รศ. ดร.บัณฑิต ย้ำว่า ประชาธิปไตยคือกระบวนการที่อนุญาตให้คนในสังคมได้พูดและแลกเปลี่ยน ปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาคือความพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกตรวจสอบ แต่สถาบันทางการเมือง (เช่น สว. หรือ องค์กรอิสระ) กลับไม่ยอมรับการตรวจสอบและไม่มีความรับผิดรับชอบ
ส่วนประเด็นที่มองว่านักศึกษาในอดีต "ทำเกินตัว" จนนำไปสู่ความรุนแรงนั้น รศ. ดร.บัณฑิต อธิบายว่า เป็นเพราะสังคมไทยถูกปิดกั้นภายใต้เผด็จการทหารมายาวนานนับสิบปี ไม่มีองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ตรวจการแผ่นดินคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ เมื่อนักศึกษาเปิดพื้นที่สำเร็จ ประชาชนจึงแห่กันมาพึ่งพิงนักศึกษา ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมที่เพิ่งหลุดพ้นจากการกดทับยาวนาน
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น