#ทีมงาน : ทำความเข้าใจ ‘พนักงานจ้างเหมาบริการ’ กลางข้อกังวลหลังใช้ พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่
[ทีมงาน]
.
กรณีมีหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลางเรื่องการจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการที่ไม่ถูกต้อง อาจเข้าข่ายต้องรับผิดและความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 4 แห่ง พรบ. คุ้มครองแรงงานฯ ที่แก้ไขใหม่ ทำให้เกิดความกังวลและความตื่นตัวตระหนักขึ้นนั้น
.
การแก้ไขดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า
.
“ มาตรา 4/1 ในกรณีที่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐ
ตามที่มีกฎหมายกำหนดได้ทำการจ้างบุคคลธธรรมดาให้มาทำงานในลักษณะจ้างเหมาบริการหรือ
ในลักษณะเดียวกัน โดยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวัน
รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น และหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการทำงานของบุคคล
ที่มาทำงาน ให้หน่วยงานที่จ้างดำเนินการให้บุคคลดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนการทำงาน มีวันหยุด
ประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน เวลาพักได้ไม่น้อยกว่าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
บรรดาคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานผู้ว่าจ้างกับบุคคล
ผู้รับจ้างงานอันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน"
”
.
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “พนักงานจ้างเหมาบริการ” เกิดจากแนวคิดในการลดขนาดของรัฐที่เทอะทะ โดยโอนงานบางส่วนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมาให้เอกชนเข้ามาจัดการผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบ "จ้างทำของ" ซึ่งมุ่งเน้นความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่ใช่การจ้างงานตามปกติ ตัวอย่างเช่น บริษัทเอกชนเข้ามารับเหมาสร้างบ้านให้รัฐ แล้วบริษัทเอกชนนั้นก็ไปดูแลสิทธิสวัสดิการพนักงานต่อไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งการสร้างบ้านนี้อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น ขับรถ ทำความสะอาด ฯลฯ
.
แต่สืบเนื่องจากปัญหาขาดแคลนกำลังคน หน่วยงานรัฐบางแห่งได้ใช้ช่องว่างนี้เพื่อจ้างงานคนเพิ่มในลักษณะของ "การจ้างเหมาบริการ" ทั้งด้วยความรู้และไม่รู้ว่าไม่เป็นไปตามระเบียบฯ
.
ซึ่งการจ้างเหมาบริการลักษณะนี้เรียกได้ว่าเป็นการจ้างทำของ กล่าวคือไม่สนว่าเข้างานกี่โมง ทำงานที่ไหน ทำงานอย่างไร แต่ขอให้งานเสร็จเป็นพอ แต่ในทางปฏิบัติ ด้วยจุดมุ่งหมายแอบแฝงที่จ้างมาเพื่อเพิ่มกำลังคน ก็ทำให้มีการใช้งานบุคคลเหล่านี้ในลักษณะการจ้างงานทั่วไป คือ ใช้ตามระยะเวลา มีการกำหนดเวลาเข้างาน กฎระเบียบ กล่าวคือ มุ่งทำงานตามระยะเวลาเหมือนข้าราชการทั่วไป ไม่ได้มุ่งตามความสำเร็จของงาน อันเป็นการจ้างทำของตามวัตถุประสงค์ของ พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ แต่แรก
.
จึงเกิดปัญหาว่าสิทธิสวัสดิการ วันหยุดวันลาต่าง ๆ การจ่ายค่าชดเชย การสะสมอายุงาน พนักงานจ้างเหมาไม่ได้รับ เพราะหน่วยงานรัฐเองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบว่าจ้างเหมา ไม่ได้มีภาระผูกพันต้องให้สิทธิสวัสดิการแต่อย่างใด เพราะโดยกฎหมายถือเป็นการจ้างทำของซึ่งนายจ้างไม่มีภาระรับผิดชอบแต่อย่างใด
.
กล่าวโดยสรุปคือใช้งานพนักงานจ้างเหมาฯ แบบพนักงานเงินเดือน แต่เมื่อจะให้สวัสดิการก็อ้างว่าไม่ได้เป็นพนักงานเงินเดือน ซึ่งเป็นปัญหาของพนักงานจ้างเหมาที่เกิดขึ้นตลอดที่ผ่านมาจนปัจจุบัน
.
ดังนั้นการแก้ไขมาตรา 4 ของ พรบ. คุ้มครองแรงงานฯ ฉบับนี้ก็มีขึ้นเพื่อแก้ไขและห้ามไม่ให้การจ้างงานแบบดังกล่าวเกิดขึ้นอีก โดยกำหนดว่า หากหน่วยงานรัฐใช้อำนาจบังคับบัญชาในทางปฏิบัติแบบที่ผ่านมาอีก หน่วยงานรัฐจะต้องจัดสิทธิสวัสดิการให้ไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด
.
การเขียนลักษณะนี้ถือได้ว่าเป็นการ “มัดมือชก” ว่าหากยังใช้อยู่และไม่จ่ายก็ถูกดำเนินระเบียบผิดทางวินัยและลูกจ้างก็มีสิทธิ์ไปร้องศาลแรงงานเพื่อขอให้หน่วยงานต้นสังกัดจ่ายเงินค่าสิทธิสวัสดิการอีกด้วย
.
อย่างไรก็ตามจะมีคำถามต่อว่าหากเป็นแบบนี้หน่วยงานรัฐที่ไหนจะกล้าจ้างพนักงานจ้างเหมาอีก คงทำให้มีคนตกงานกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นละเอียดละอ่อนและซับซ้อน แต่เรื่องนี้ย่อมเป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทาน กล่าวคือในเมื่อหน่วยงานรัฐคนไม่พอ สำนักงบฯ หรือหน่วยงานรัฐก็ต้องเปิดอัตราให้มีข้าราชการใหม่ ๆ ได้เข้ามาทำงานทดแทนในนั้น หรือหากงบประมาณไม่พอหรือไม่ยอมเปิดก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้กันไปในเรื่องนั้น ๆ ว่าเหตุใดงบไม่พอ เหตุใดจึงเปิดตำแหน่งไม่ได้ ไม่ใช่การแก้ปลายเหตุด้วยการจ้างเหมา ซึ่งนำมาสู่การละเมิดสิทธิแรงงานอย่างกว้างขวาง และที่น่าตั้งคำถามคือสิ่งนี้ทำโดยหน่วยงานรัฐที่ควรจะเป็นผู้คุ้มครองสิทธิแรงงานเสียเอง
.
ทั้งนี้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ. นี้ ของ สว. ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการได้รับการจ้างงานอย่างต่อเนื่องของผู้รับจ้างเหมาบริการทุกหน่วยงานรัฐ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม ควรเร่งรัดพิจารณาแนวทางในการดำเนินการเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในส่วนที่เป็นการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติและการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนเร่งรัดการออกกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
.
การแก้ไขมาตรา 4 นี้ เป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และสิทธิแรงงานใน "ระยะยาว" แน่นอนว่าใน "ระยะสั้น" จะมีผู้ได้รับผลกระทบและอาจจะต้องตกงานจากความตื่นตระหนกและการปรับตัวของหน่วยงานรัฐ เพราะไม่มีใครอยาก "ซวย"
.
แต่มนุษย์จะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต้องทิ้งบางอย่างไว้เบื้องหลัง เราคงไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนที่สมควรได้รับได้หากเราไม่กล้าทิ้งโซ่ตรวนที่ผูกมัดเราเอาไว้ด้วยความกลัวการตกงาน ซึ่งก็เป็นงานที่แทบจะคล้ายกับการเป็นทาส ทั้งที่โลกตะวันตกและประเทศไทยเราเลิกทาสมานานมากแล้ว
การจะดูแลแก้ไขปัญหานี้อาศัยเพียงมาตรการของนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นฝ่ายออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เรื่องแรงงานเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยทั้งอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร ดังนั้นรัฐบาล สำนักงานข้าราชการพลเรือน กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงานฯ จำเป็นต้องออกมาตราการอื่นมาบรรเทาแก้ไขความเดือดร้อน เช่น จ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานจ้างเหมาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 4 นี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะเรียกร้องและผลักดันกันต่อไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น