ชวนร่วมกันทำให้การเลือกตั้ง–ประชามติที่โปร่งใส เสรี และเป็นธรรม



การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความล้มเหลวในการทำหน้าที่นำพาประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีความรับผิดชอบ รัฐบาลที่ผ่านมาเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากการใช้อำนาจในช่วงใกล้ยุบสภาผ่านการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการจำนวนมากเกินความจำเป็น การบริหารวิกฤตอุทกภัยที่ล่าช้าและไร้เอกภาพ ตลอดจนการปล่อยให้สถานการณ์ชายแดนทวีความตึงเครียดจนกระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประเทศ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลมิได้วางตนเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ตามที่สัญญากับประชาชน หากแต่ใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มรูปแบบโดยละเลยภารกิจสำคัญที่สุดที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน นั่นคือการเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
แม้จะมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางส่วน แต่กระบวนการดังกล่าวกลับถูกขัดขวางจากบางพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมาก จนนำไปสู่ทางตันทางการเมืองและการยุบสภาในที่สุด ผลที่เกิดขึ้นคือประตูสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงยังไม่ถูกเปิดออกตามที่สังคมคาดหวังและตามที่รัฐบาลเคยให้คำมั่นไว้ต่อประชาชน
.
อย่างไรก็ดี มติของรัฐสภาเมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่เห็นชอบให้มีคำถามประชามติครั้งแรกเพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถือเป็นก้าวสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่การรื้อสร้างกติกาสูงสุดของประเทศเริ่มต้นจากการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนและประชาชนต้องเป็นผู้ตัดสินใจทิศทางของรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง
.
ดังนั้นการติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันกระบวนการประชามตินี้อย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เสรี และเป็นธรรม ไม่ซ้ำรอยประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรมเมื่อปี 2559 และเพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในอนาคตเป็นกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของสังคม และสามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่รื้อถอนมรดกของระบอบเผด็จการออกไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมวางรากฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป
.
ในเวลาเดียวกัน เรากำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างสูงสุดจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐ การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และเคารพเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ความผิดพลาดในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ดังนั้นการตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการเคารพอย่างสูงสุดจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ
.
ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองนี้บทบาทของวุฒิสภายังคงเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร และการทำงานด้านนิติบัญญัติในส่วนที่กฎหมายยังให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะการทำงานของคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ที่มีหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชน ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนวทางเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน ผมขอยืนยันว่าจะใช้ช่วงเวลานี้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ
.
ท้ายนี้ วุฒิสภาควรระงับการให้กระบวนการความเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระสำคัญ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เนื่องจากมีข้อกังขาจากสังคมอย่างชัดเจนว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งอาจมีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเหล่านี้ การชะลอการแต่งตั้งจึงไม่ใช่การละเลยหน้าที่ หากแต่เป็นการรักษาความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการตรวจสอบและการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมทั้งยังส่งผลต่อความชอบธรรมและเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระที่จะต้องทำหน้าที่ต่อไปอีก
.
เราควรร่วมกันผลักดันให้สังคมก้าวเข้าสู่ยุคที่ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมท่ามกลางการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นบนรากฐานที่บริสุทธิ์ยุติธรรม จนถึงได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่มั่นคงในอนาคต

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?