สิทธิ-เสียง-คดีความ: ภาพสะท้อนการฟ้องปิดปากจากสองเวทีสาธารณะ



[ทีมงาน]
.
การฟ้องคดีปิดปากหรือ SLAPP กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความเปราะบางของสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทยอย่างเด่นชัด และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ผู้ที่เพียงลุกขึ้นพูดเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักข่าว นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน หรือชาวบ้านที่ทำงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติล้วนเสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอันยืดเยื้อและมีต้นทุนสูง ดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบันที่ปรากฏนักการเมืองรายหนึ่งฟ้องปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ตนเองนับร้อยคดี
.
ภาพรวมของสถานการณ์การฟ้องปิดปากในปัจจุบันปรากฏในงานเสวนาทั้งสองเวที ทั้งเวทีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งเน้นประเด็นสิ่งแวดล้อม และเวทีที่เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งเน้นประเด็นเรื่องสิทธิ โดยมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักเคลื่อนไหว และผู้ที่เผชิญคดีด้วยตนเองมาเล่าถึงประสบการณ์ที่กลายเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างปัญหาที่เกิดจากการฟ้องปิดปาก
.
การฟ้องคดีปิดปากปรากฏชัดเจนที่สุดในประเด็นสิ่งแวดล้อมซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนโดยตรง เวทีเสวนาด้านสิ่งแวดล้อมที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าการฟ้องปิดปากกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และการรวมตัวของชุมชนในการตั้งคำถามต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่
.
รศ. ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดเวทีว่า แม้ประชาชนจะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์โครงการที่กระทบต่อสาธารณะ แต่กลับถูกฟ้องจำนวนมากขึ้นในคดีที่แทบไม่เกี่ยวกับการพิสูจน์ความจริง หากแต่เป็นการทำให้ผู้ร้องเรียนรู้สึกว่าการพูดหรือการตรวจสอบของตนเป็นเรื่องที่มีต้นทุนสูงเกินไป ยกตัวอย่างคดีเหมืองโปแตชที่ชาวบ้านซึ่งตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อพื้นที่กลับถูกฟ้องร้องโดยบริษัท ทั้งที่ประเด็นที่พูดถึงเป็นเรื่องที่ควรถูกตรวจสอบโดยรัฐเสียด้วยซ้ำ
.
กรณีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือคดีปลาหมอคางดำ ซึ่งวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถีถูกบริษัทนำเข้าปลาฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาทหลังเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีงานวิจัย หลักฐานดีเอ็นเอ และข้อมูลจากกรมประมงรองรับ วิฑูรย์เล่าว่าพยานในคดีถูกกดดันอย่างหนักและหลายชุมชนไม่กล้าออกมาพูดเพราะเห็นผลลัพธ์จากคดีนี้ แม้ตนจะยังสามารถต่อสู้คดีได้แต่ชาวบ้านธรรมดาย่อมสู้คดีลักษณะนี้ได้ยากมาก การถูกฟ้องเพียงเพราะแสดงข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งที่บั่นทอนขวัญและสิทธิของประชาชนโดยตรง
.
ด้านสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) อธิบายว่าชาวบ้านในหลายพื้นที่ถูกฟ้องเพียงเพราะเก็บตัวอย่างน้ำ พูดคุยกับนักข่าว หรือส่งข้อมูลถึงหน่วยงานรัฐ แม้จะเป็นการกระทำโดยสุจริตและเกี่ยวข้องกับการปกป้องสุขภาพและทรัพยากรในพื้นที่ ยกตัวอย่างคดีที่โรงงานไม่มีรั้วบอกเขตชัดเจนแต่กลับกล่าวหาชาวบ้านว่าบุกรุกเพื่อให้เกิดภาระคดีโดยไม่จำเป็น แม้ท้ายที่สุดศาลมักยกฟ้องแต่ช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้คดีนั้นยืดเยื้อและสร้างแรงกดดันต่อครอบครัวจนทำให้หลายคนต้องถอยห่างจากการเคลื่อนไหวทั้งที่พวกเขาทำในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
.
ณัฐ จินตพิทักษ์กุล ทนายความศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างหลายคดี เช่น คดีชาวบ้านวังสะพุงที่ถูกบริษัทเหมืองทองคำฟ้องทั้งคดีแพ่งและอาญา และคดีที่นักข่าว Thai PBS ถูกฟ้องหลังรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบจากเหมือง แม้หลายคดีศาลจะเห็นว่าจำเลยกระทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนหรือเพื่อการนำเสนอข่าวที่มีหลักฐานรองรับ แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผู้ถูกฟ้องต้องแบกรับต้นทุนทางเวลา สุขภาพ และทรัพยากรจำนวนมากก่อนที่คำตัดสินจะยืนยันความบริสุทธิ์ของตน
.
สุรชัยและณัฐยังเน้นย้ำถึงข้อจำกัดของมาตรา 161/1 ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีที่ฟ้องโดยไม่สุจริตได้ตั้งแต่ต้น แม้มาตรานี้จะมีอยู่แล้วในกฎหมายไทยแต่ในทางปฏิบัติกลับแทบไม่ถูกนำมาใช้ เพราะศาลมักอ้างว่ายังไม่สามารถพิจารณาได้หากยังไม่มีการสืบพยานก่อน จึงกลายเป็นกลไกที่ “มีแต่ใช้ไม่ได้ผล” และสะท้อนความจำเป็นที่จะต้องมีการออกหลักเกณฑ์การใช้ที่ชัดเจนเพื่อให้มาตรานี้ทำงานได้จริง
.
ข้อเสนอเรื่องการแก้ไขกฎหมายจึงปรากฏอย่างเข้มข้นในเวทีสิ่งแวดล้อม รศ. ดร.ปกป้องเสนอให้ประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากโดยเฉพาะ โดยกำหนดให้ศาลไต่สวนเบื้องต้นภายในระยะเวลาสั้น เช่น 30 วัน หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นคดีที่ฟ้องเพื่อกดดันจำเลยมากกว่าต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงก็ให้ศาลยุติคดีได้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง พร้อมกันนั้นยังมีการอภิปรายถึงการทบทวนบทลงโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาทซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามทางความคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอให้ศาลมีอำนาจลงโทษโจทก์ที่ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อสร้างกลไกยับยั้งไม่ให้การใช้สิทธิฟ้องร้องกลายเป็นอาวุธทางอำนาจ
.
ส่วนเวทีในวันที่ 6 ธันวาคมซึ่งเป็นเวทีเกี่ยวกับการฟ้องปิดปากกับสิทธิมนุษยชนได้สะท้อนปัญหาเดียวกันในมิติที่กว้างออกไป สุปัน รักเชื้อ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเวทีด้วยการชี้ว่าไม่เพียงชาวบ้านหรือผู้จัดกิจกรรมทางสังคมเท่านั้นที่ถูกฟ้อง นักวิชาการ สื่อมวลชน และนักกิจกรรมทางการเมืองก็ถูกดำเนินคดีเช่นกัน
.
ขณะที่สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) อธิบายว่าสถานการณ์ปัจจุบันคือใครที่ตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจย่อมเผชิญความเสี่ยงทันที และการฟ้องปิดปากกำลังทำให้คนไม่กล้าพูดถึงโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมควรตรวจสอบมากที่สุด พร้อมเปิดเผยว่าตนเองก็ถูกการรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องเช่นกัน จากกรณีที่รถไฟตกรางที่เขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนมีผู้เสียชีวิต แล้วตนไปบอกพนักงานรถไฟว่าหากรถไฟไม่ปลอดภัยก็ไม่ต้องขับ ทำให้ถูกฟ้องและปลดออกจากงาน
.
ด้าน รศ. ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายความว่าการฟ้องลักษณะนี้ไม่ได้หวังคำตัดสินแต่หวังให้จำเลยเงียบเสียงและทำให้คนอื่นไม่กล้าพูดต่อ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสิทธิที่กฎหมายและกติการะหว่างประเทศคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงคนจำนวนมากกลับถูกทำให้รู้สึกว่า “พูดแล้วลำบาก” ซึ่งเป็นการบั่นทอนสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม
.
อีกมุมหนึ่ง มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ร้องเรียนการทุจริตหรือความไม่ชอบมาพากลในองค์กรรัฐถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้งทางปกครอง แม้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมก็ตาม
.
มานะยกตัวอย่างกรณีทุจริตการคัดเลือกคนเข้าเรียนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแม้การคัดเลือกครั้งนั้นจะยกเลิกไปและให้คัดเลือกใหม่แต่ก็ไม่มีใครถูกลงโทษ ยกเว้นผู้ร้องเรียน 89 คนที่ถูกกรมการปกครองลงโทษร้ายแรงเพราะนำเรื่องไปเผยแพร่แทนที่จะร้องเรียนกับผู้บังคับบัญชาไปตามขั้นตอน ส่วนมานพเล่าเรื่องที่ตนชี้ว่าการสรรหาผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยไม่ชอบด้วยกฎหมายจนต้องยกเลิกไป แต่เมื่อรักษาการผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ามา ตนกลับถูกสั่งย้ายจาก จ.อุทัยธานีไป จ.นครศรีธรรมราชและตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง
.
มานะยังกล่าวถึงอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจว่า แม้กฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสของ ป.ป.ช. จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองจำกัดเฉพาะการร้องเรียนต่อองค์กรแห่งนี้ แต่กลับเป็นกลไกที่ทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ โดยมีกรณีที่ข้าราชการผู้ฟ้องร้องกลับยอมถอนฟ้องไปมากกว่า 30 คดีเมื่อทราบว่า ป.ป.ช. จะเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งสะท้อนว่าหากมีกลไกที่ใช้งานได้จริงการฟ้องปิดปากก็สามารถถูกยับยั้งได้ จึงต้องขยายกฎหมายนี้ออกไปให้ครอบคลุมเรื่องอื่นด้วย
.
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเองก็เคยถูกฟ้องจากการโพสต์บนเพจ “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน” ทำให้พยานซึ่งเป็นคนในหน่วยงานที่ทุจริตและแอบส่งข้อมูลมาให้เกิดความหวาดกลัวและมีการแก้ไขหลักฐาน ทางองค์กรยืนยันต่อสู้คดี โจทก์เสนอให้ขอโทษแล้วจะถอนฟ้องแต่ทางองค์กรไม่ยอม สุดท้ายกลับกลายเป็นฝ่ายโจทก์ถอนฟ้องไปเอง
.
ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ณ วันที่มีการเสวนา ประเทศไทยมีคดีคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ประมาณ 350 คดี และปัญหาใหญ่คือเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทของนักปกป้องสิทธิจึงไม่ใช้กลไกที่มีอยู่ในกฎหมายเพื่อคุ้มครอง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นมิติที่สำคัญยิ่งขึ้นว่า บริษัทเอกชนโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรต้องเคารพหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาขาติหรือ UNGP อย่างจริงจัง และยุติการใช้การฟ้องคดีเป็นเครื่องมือปิดปาก เพราะเป็นมาตรฐานสากลที่ควรถูกนำมาใช้กำกับพฤติกรรมของภาคธุรกิจควบคู่กับกฎหมายภายในประเทศ
.
เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และรักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวสรุปว่าปัจจุบันรัฐและทุนผนวกเป็นเนื้อเดียวกัน มีการทุจริตเชิงนโยบาย มีการยึดครองรัฐ นายทุนออกมาอยู่เบื้องหน้าและออกนโยบายให้ทุจริตและยึดทรัพยากรได้อย่างถูกกฎหมาย เมื่อก่อนสังคมเหลื่อมล้ำสูงจึงใช้วิธีคุกคามโดยตรง ทั้งข่มขู่ กดดัน อุ้มฆ่า แต่ปัจจุบันเบาลงแล้วเพราะสังคมถูกยกระดับโดยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
.
บริบทโลกและสังคมไทยทำให้อุ้มฆ่าโดยตรงไม่ได้จึงฟ้องปิดปากแทนเพื่อข่มขู่กดดันให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าแสดงออก ฟ้ององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อไม่ให้กล้าทำหน้าที่ การแสดงความคิดเห็นเรื่องประโยชน์สาธารณะไม่ควรถูกฟ้องปิดปาก รัฐบาลเองก็ต้องเข้ามากำกับให้เอกชนรับผิดชอบต่อสังคม องค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่ก็ต้องโดนฟ้อง ม.157 รัฐและทุนใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคามประชาชนจึงต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก
.
ท้ายที่สุดสิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในทั้งสองเวทีคือเสียงสะท้อนของบรรยากาศของความกลัวที่ค่อย ๆ แทรกซึมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของสังคม ผู้คนจำนวนมากลังเลจะพูดด้วยเหตุผลที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย นั่นคือความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องหรือถูกกลั่นแกล้ง ทั้งที่สิทธิในการแสดงความคิดเห็นนั้นได้รับการรับรองอย่างเต็มที่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก การปรับปรุงกฎหมายหมิ่นประมาท การเอาผิดโจทก์ที่ฟ้องโดยไม่สุจริต การเสริมความเข้าใจในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ การใช้กลไกของ ป.ป.ช. ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล และการผลักดันหลักการ UNGP ให้มีผลในทางปฏิบัติต่อภาคธุรกิจ จึงเป็นทิศทางของทางออกที่ผู้ร่วมเสวนาทั้งสองเวทีเห็นร่วมกันว่าไม่อาจเลี่ยงได้ หากสังคมไทยต้องการรักษาพื้นที่ของการตรวจสอบสาธารณะ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเอาไว้ได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?