ประธานวุฒิฯ ตีตกญัตติขอ สว. ชะลอตั้ง กกต.-ป.ป.ช. เหตุสภาผู้แทนฯ ถูกยุบ
จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เสนอญัตติต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง และให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งจะเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นั้น
.
ล่าสุดวันนี้ (23 ธันวาคม 2568) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาญัตติดังกล่าวของประธานวุฒิสภา โดยระบุว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ญัตติดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่วุฒิสภาจะสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาได้ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบตามมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาจึงดำเนินการประชุมได้เฉพาะการทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญ และตามที่ประธานวุฒิสภาได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสมัยวิสามัญเท่านั้น คือ การทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา 232 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาจึงไม่สามารถพิจารณาญัตติเรื่องนี้ได้
.
อนึ่ง เหตุผลสำคัญของการเสนอให้ชะลอกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของเทวฤทธิ์คือเพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งมีสถานะเป็นทั้งผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง หรืออยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบโดย กกต. และ ป.ป.ช. หากยังเดินหน้าให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและชี้ขาดในคดีที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมเสี่ยงกระทบต่อหลักความเป็นธรรม และบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคมทั้งต่อการทำงานของ สว. และต่อองค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบในสถานการณ์เช่นนี้ ขณะเดียวกัน หากไม่ให้ความเห็นชอบก็อาจถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับทัศนคติของ สว. ต่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกเสนอเช่นกัน
.
การชะลอกระบวนการดังกล่าวไม่ทำให้อำนาจหน้าที่ของ สว. สูญหายไป แต่เป็นการรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างปราศจากข้อกังขาจากสังคม โดยเมื่อคดีที่ สว. จำนวนมากเกี่ยวข้องมีความชัดเจนหรือมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว สว. ก็ยังสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดช่องให้กรรมการที่พ้นวาระแต่ยังไม่ครบอายุ 70 ปี ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ จึงไม่กระทบต่อการทำงานขององค์กรอิสระ และกรณีนี้ก็ไม่อาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงเห็นควรให้ชะลอการให้ความเห็นชอบ 2 ป.ป.ช. และการตั้งคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็น 2 กกต. ออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์คดีที่เกี่ยวข้องจะมีความชัดเจนหรือพ้นจากอำนาจการพิจารณาขององค์กรเหล่านั้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น