สรุปเสวนา : เมื่อปี่กลองเลือกตั้งเริ่มดัง ถึงเวลาส่งเสียงสวัสดิการผู้หญิง-ครอบครัว
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมนวลนาฏ อมาตยกุล ชั้น 2 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมงานวุฒิสมาชิก เทวฤทธิ์ มณีฉาย เข้าร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “อนาคตสวัสดิการสังคม เศรษฐกิจ ผู้หญิง ครอบครัว กับนโยบายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า” ซึ่งจัดโดยคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายคุ้มครองแรงงานและสิทธิความเป็นมารดา และมูลนิธิเพื่อนหญิง โดยมีตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วมรับฟังการเสวนา
.
ศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดการเสวนาโดยระบุว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และคณาจารย์เพื่อสร้างพลังของเครือข่ายทางสังคม ทั้งนี้ตนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศและการป้องกันการค้ามนุษย์ผู้หญิง อาทิ การเป็นกรรมการขับเคลื่อนการร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ และกรรมการร่างพระราชบัญญัติความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากร่างกฎหมายเดิมมีความล้าหลังและมีถ้อยคำบางประการที่เปิดช่องให้เกิดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหรือศาล เช่น คำว่า “ศีลธรรมอันดี” ซึ่งเป็นถ้อยคำเชิงนามธรรมและถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ส่งผลต่อการตีความและอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางเพศ
.
ในประเด็นการค้ามนุษย์ ศ. ดร.อัจฉรากล่าวถึงงานวิจัยด้านการแก้ไขปัญหาการขับเคลื่อนกระบวนการค้ามนุษย์หญิงไทยในต่างประเทศ ซึ่งพบว่ามีการค้ามนุษย์เพศชายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในทวีปยุโรปซึ่งมีสัดส่วนเกือบเทียบเท่ากับเพศหญิง อย่างไรก็ตามกฎหมายในอดีตไม่ได้กำหนดให้การค้ามนุษย์เพศชายเป็นความผิด การวิจัยดังกล่าวจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปรับเปลี่ยนข้อกฎหมาย
.
ทั้งนี้กระบวนการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ประกอบด้วยกลุ่มสหวิชาชีพ เช่น ตำรวจ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมักมีมุมมองต่อปัญหาแตกต่างกันและการปฏิบัติงานยังอยู่ภายใต้ดุลยพินิจเป็นสำคัญ คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ปัญหาในเชิงปฏิบัติการถูกยกระดับไปสู่กฎหมายที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการบังคับใช้ เพื่อสร้างความยุติธรรม ความยั่งยืน และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเป้าหมายของสังคมที่เคารพความเท่าเทียมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรสะท้อนออกมาในนโยบายของการเลือกตั้งครั้งหน้า
.
ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นการเสวนาด้วยการกล่าวถึงแนวคิดการคุ้มครองทางสังคมที่คำนึงถึงเพศสภาพ (Gender-Responsive Social Protection) โดยชี้ว่าระบบการคุ้มครองทางสังคมแบบดั้งเดิมไม่ได้มองผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของระบบสวัสดิการ แต่มักมองในภาพรวมกว้าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของผู้หญิงซึ่งมีความแตกต่างเฉพาะตัวอย่างมาก
.
ผศ. ดร.กฤษฎาอธิบายว่าผู้หญิงเผชิญความเสี่ยงและความเปราะบางแตกต่างจากผู้ชาย ทั้งความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น อัตราการตายของทารกและโรคภัยไข้เจ็บ ความเสี่ยงตามวงจรชีวิต เช่น การมีบุตร การหย่าร้าง การเป็นหม้าย ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ภาระทางสังคม เช่น งานแต่งงาน งานศพ ตลอดจนความเสี่ยงทางสังคม ทั้งการกีดกันทางสังคมและความรุนแรงในครอบครัว
.
นอกจากนี้ผู้หญิงยังเผชิญการเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน ครัวเรือน และสังคม โดยต้องแบกรับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบมากกว่าผู้ชาย แม้สถานการณ์จะดีขึ้นบ้างในปัจจุบันแต่ผู้หญิงยังคงต้องรับผิดชอบงานบ้านและงานดูแลมากกว่า ซึ่งเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น การดูแลบุตรและผู้สูงอายุ ดังนั้น การออกแบบระบบการคุ้มครองทางสังคมจึงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านเพศสภาพอย่างรอบด้าน
ในอีกมิติหนึ่ง ผศ. ดร. กฤษฎากล่าวถึงอุปสรรคของผู้หญิงในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามว่าการให้เงินโอนหรือเงินอุดหนุนแก่ผู้หญิงเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกับผู้ชาย อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวก็ยังมีความจำเป็นเนื่องจากช่วยส่งเสริมสุขภาวะ โภชนาการ สนับสนุนการเข้าเรียนของเด็ก และลดความยากจนข้ามรุ่น ดังนั้นการออกแบบนโยบายที่คำนึงถึงเพศสภาพจึงจำเป็นต้องอาศัยการจัดเก็บและบริหารข้อมูลที่จำแนกตามเพศรวมถึงการรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบ
.
อีกประเด็นหนึ่งคือสวัสดิการสำหรับกลุ่มคนเปราะบางในเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น หาบเร่แผงลอย โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุ ซึ่งขาดพื้นที่ปลอดภัยและการเสริมพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงการเสริมพลังให้ผู้หญิงสามารถรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายองค์กรที่เข้มแข็ง คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กลุ่มเหล่านี้มีอำนาจหรือมีส่วนร่วมในการเข้าไปกำหนดนโยบายในระดับต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง
.
ผศ. ดร.กฤษฎาสรุปว่าการออกแบบสวัสดิการไม่ควรมองผู้หญิงเพียงในบทบาทของมารดาเท่านั้น แต่ต้องมองผู้หญิงในฐานะปัจเจกบุคคลผู้มีสิทธิ ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองสิทธิทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้แม้พรรคการเมืองจะมีความก้าวหน้าเพียงใดแต่ยังให้ความสำคัญกับสิทธิทางการเมืองมากกว่าสิทธิทางสังคม โดยการตรากฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอคติและทัศนคติทางสังคมและทางเพศซึ่งเป็นบรรทัดฐานปกติของสังคมได้ นักการเมืองจึงควรดำเนินการมากกว่าการออกกฎหมาย
ผศ. ดร. กฤษฎายังเสนอแนวคิดมาตรการคุ้มครองพื้นฐานทางสังคม 4 ประการ ได้แก่ มาตรการเชิงปกป้อง ป้องกัน ส่งเสริม และเปลี่ยนรูป ซึ่งมีการเสนอไว้ตั้งแต่ปี 2547 โดยชี้ว่าทิศทางนโยบายจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเป้าความยากจนเพียงอย่างเดียว
ประการแรก ต้องเปลี่ยนมุมมองจากผู้รับการสงเคราะห์มาเป็นผู้มีสิทธิสวัสดิการ โดยควรผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้าตามหลักสิทธิมนุษยชนครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเฉพาะผู้หญิงในฐานะแม่ของบุตรแต่ต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ สร้างสวัสดิการที่เป็นธรรม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นสวัสดิการเชิงรุกที่สร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์หรือการเป็นตาข่ายรองรับความยากจนและความเปราะบางเท่านั้น
.
ประการที่สอง วิกฤตภูมิอากาศและสถานการณ์ใหม่อย่าง “เศรษฐกิจการดูแล” (Care Economy) การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ยึดครัวเรือนเป็นศูนย์กลางมักส่งผลให้ทรัพยากรตกอยู่กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหรือสมาชิกที่เปราะบางกว่า ดังนั้นการออกแบบสวัสดิการไม่ควรมองในระดับครัวเรือนแต่ควรมองในระดับปัจเจกบุคคล ตัวอย่างเช่น เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่กำหนดให้ต้องยากจนทั้งรายได้และทรัพย์สิน ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีทรัพย์สินแต่ไม่มีรายได้ ทั้งนี้การใช้เกณฑ์แบบธนาคารโลกยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของการออกแบบสวัสดิการในปัจจุบัน
.
ประการที่สาม การออกแบบระบบเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ควรใช้แนวทางแบบเดียวกับทุกคน (One-size-fits-all) แต่ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางเพศสภาพและกลุ่มเฉพาะ ไม่ยึดติดกับสถานะแม่ของบุตรแต่มองในฐานะปัจเจกบุคคลผู้มีสิทธิ และไม่ละเลยงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น ภาระงานดูแลบ้าน รวมถึงการออกแบบระบบที่ครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิตไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้นตามโครงการ
.
ด้าน ดร.ศุธาฎา เมฆาวงศกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ให้มุมมองเกี่ยวกับคำว่า “นโยบาย” โดยระบุว่านโยบายพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงไม่ควรถูกมองว่าเป็นนโยบายของพรรคการเมือง หากแต่เป็นนโยบายของประชาชนที่พรรคการเมืองเป็นผู้ดำเนินการโดยต้องรับฟังเสียงของประชาชน ทั้งนี้นโยบายด้านสวัสดิการสังคม เศรษฐกิจ ผู้หญิง และครอบครัวล้วนถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
.
ดร.ศุธาฎาชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของพรรคการเมืองไทยโดยระบุว่าจากการติดตามการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคการเมืองมีเพียงสองประการ ได้แก่ “กระแส” เช่น กระแสชาตินิยมและประเด็นชายแดน และ “กระสุน” หรือค่าใช้จ่ายในการหาเสียงซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดผลการเลือกตั้ง
.
เมื่อเข้าใจกลไกของกระแสและกระสุนแล้วสิ่งที่ต้องพิจารณาคือนโยบายด้านสตรีของพรรคการเมือง ซึ่งยังเผชิญการเลือกปฏิบัติจากอคติทางเพศและวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดทัศนคติและแบบแผนทางสังคม ดร.ศุธาฎาเห็นว่านโยบายพรรคการเมืองควรมุ่งเสริมพลังทางสังคมและเศรษฐกิจให้ผู้หญิงสามารถยืนหยัดอย่างมีอิสรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ
.
จากรายงานความเท่าเทียมทางเพศระดับโลกพบว่าประเทศไทยมีปัญหาด้านอำนาจทางการเมืองมากที่สุด โดยผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองในสัดส่วนที่ต่ำ หากละเลยผู้หญิงย่อมเท่ากับละเลยประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ทั้งนี้รายงานของ UNDP ระบุว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในการเลือกตั้งปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 4,781 คน เป็นเพศชาย 3,903 คน และเพศหญิง 878 คน ซึ่งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันทั้งที่ควรมีอย่างน้อย 1,500–2,000 คน ขณะเดียวกัน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 43 พรรค จำนวน 62 คน มีผู้หญิงเพียง 9 คนเท่านั้น
.
ดร.ศุธาฎาเน้นย้ำว่าการให้พื้นที่แก่ผู้หญิงในพรรคการเมืองไม่ใช่การให้ของชำร่วยหรือของขวัญ แต่เป็นความจำเป็นและความสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับสำคัญของผู้หญิง
.
ทั้งนี้นโยบายที่พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคประกาศดำเนินการคือสวัสดิการสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ขณะที่นโยบายที่แทบไม่มีพรรคใดให้ความสำคัญ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การจัดการค้นหาและรักษาโรควัณโรค รวมถึงการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์
.
ดร.ศุธาฎายังชี้ให้เห็นว่าประชานิยมสตรีแตกต่างจากนโยบายสตรีอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองต้องพิจารณา โดยยกตัวอย่างบทเรียนจากประเทศสกอตแลนด์ในการสนับสนุนการปิดช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศในตำแหน่งงานเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นปัญหาระดับโลก
.
ประโยชน์ของการเสริมอำนาจและการรวมผู้หญิงเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ได้แก่ การเข้าถึงงบประมาณสาธารณะเพิ่มเติม การสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม การขยายฐานสนับสนุนใหม่ และการเสริมภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง
.
อีกมุมหนึ่ง ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวถึงความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว โดยระบุว่าเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทยได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน ใช้เวลารวบรวมรายชื่อเป็นเวลา 3 เดือน ได้มากกว่า 20,000 รายชื่อ และปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่
.
เหตุผลในการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากแม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งบังคับใช้มาแล้ว 18 ปี แต่สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวกลับไม่ลดลงและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยสถิติการบังคับใช้กฎหมายระหว่างปี 2562–2566 พบว่ามีผู้ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉลี่ยปีละ 15,000 ราย แต่มีการแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายดังกล่าวเพียงปีละ 123 คดี
.
แม้กฎหมายปี 2550 จะมีเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ คือ มาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการใช้คำสั่งดังกล่าวน้อยมาก โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีมีคำสั่งเพียง 6 กรณี ทั้งที่ความรุนแรงในครอบครัวมักเกิดซ้ำหลายครั้ง
.
ดร.วราภรณ์ชี้ว่าช่องว่างสำคัญของกฎหมายปี 2550 อยู่ที่หลักการ เนื่องจากแม้ชื่อกฎหมายจะมุ่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำแต่ในทางปฏิบัติกลับให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันครอบครัวมากกว่า โดยมาตรา 15 กำหนดให้ศาลอาญาเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีไม่ว่าคดีจะรุนแรงเพียงใดเพื่อรักษาสถานภาพการสมรส ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวบทกฎหมาย ผลที่ตามมาคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่และสังคม โดยผู้ถูกกระทำร้อยละ 90 ถูกโน้มน้าวให้ยอมความหรือไกล่เกลี่ย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัวบทกฎหมายที่บิดเบือนทัศนคติและแนวปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมาย
.
ขณะเดียวกันบทลงโทษผู้กระทำความผิดยังมีความเบาบาง โดยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท แม้การกระทำจะมีความหลากหลาย ตั้งแต่การด่าทอ ทุบตี กักขัง หรือหน่วงเหนี่ยว สะท้อนทัศนคติที่มองความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นเพียง “ลิ้นกับฟัน” นอกจากนี้มาตรา 12 ยังเปิดช่องให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษอาญา โดยใช้วิธีอื่นแทนโดยไม่กำหนดฐานความผิดที่ชัดเจน รวมถึงการไกล่เกลี่ยที่ไม่จำกัดระดับความรุนแรง ทำให้กฎหมายขาดความสอดคล้อง และกำหนดอายุความเพียง 3 เดือน
.
ในส่วนของกลไกการฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน รวมถึงการประสานงานของเจ้าหน้าที่และแหล่งงบประมาณที่ยั่งยืน ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย
.
ดร.วราภรณ์เสนอให้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน และระบุว่าหากมีร่างของพรรคการเมืองใดที่มีความก้าวหน้ามากกว่านี้ ก็พร้อมสนับสนุนเช่นกัน ทั้งนี้ กฎหมายควรยึดหลักการสำคัญ ได้แก่
1. ผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง (Survivor-centered) โดยเคารพเจตจำนงและความต้องการของผู้เสียหาย
2. ความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด (Safety is paramount)
3. ผู้กระทำความผิดต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน (Perpetrator’s accountability)
4. การให้บริการแก่ผู้ถูกกระทำอย่างรอบด้าน (Multi-sectoral responses)
5. แหล่งงบประมาณที่ชัดเจนและยั่งยืนเพื่อการคุ้มครองและฟื้นฟูเยียวยา
ท้ายที่สุด ดร.วราภรณ์เน้นย้ำถึงความจำเป็นของระบบฐานข้อมูลด้านความรุนแรงทางเพศ โดยภาคประชาชนพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสนอว่าพรรคการเมืองไม่ควรหยิบยกเพียงบางประเด็นไปใช้ในการหาเสียง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือการอบรมพนักงานสอบสวน แต่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วควรดำเนินนโยบายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น