ย้ำหลักการรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน อย่ากีดกันการมีส่วนร่วมของผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

 



วันนี้ (10 ธันวาคม 2568) ในการประชุมรัฐสภา วาระพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 256/1 ผมได้ร่วมอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดข้อความในอนุมาตรา 2 ของมาตรา 256/1 โดยเฉพาะในส่วนของคำว่า “สภาที่ปรึกษา” และคำว่า “ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
.
ผมชี้แจงว่าเหตุที่ไม่ได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ล่วงหน้า เพราะไว้ใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะยืนยันหลักการสำคัญขององค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตามร่างเดิมประกอบด้วยสภา กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษาซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของสภาที่ปรึกษา
.
แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในวาระที่หนึ่งผมได้ยืนยันแล้วว่ารัฐสภาสามารถเป็นผู้ริเริ่มหรือแสดงความประสงค์ให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ เนื่องจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำได้โดยรัฐสภาเพียงลำพัง แต่ต้องผ่านวาระที่สาม และต้องถามผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมคือประชาชน ผ่านกระบวนการประชามติอยู่แล้ว
.
ร่างที่เข้าสู่วาระแรกถูกออกแบบให้เป็นร่างที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาการร้องเรียนหรือความพยายามสกัดกระบวนการในภายหลัง โดยผู้เสนอร่างทั้งสามฉบับมีเจตนารมณ์ร่วมกันอย่างชัดเจนว่าต้องการให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งปรากฏอยู่ในเหตุผลประกอบร่างของทั้งสามฉบับ แม้แต่ร่างของพรรคเพื่อไทยที่ถูกตีตกไปแล้วก็ยังคงยึดหลักการนี้
.
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณามาตรา 256/1 กลับปรากฏว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตัดออกไป โดยเฉพาะในส่วนของสภาที่ปรึกษาจากการเลือกตั้ง ผมจึงตั้งข้อสงสัยว่าการมีส่วนร่วมดังกล่าวยังคงอยู่จริงหรือไม่
.
ในวันนี้ผมรับฟังการอภิปรายของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งต่างก็แสดงจุดยืนในทำนองเดียวกัน คือ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ผมจึงหวังว่าอย่างน้อยที่สุด จะยังคงข้อความในมาตรา 256/1/2 ไว้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกสภาที่ปรึกษาได้โดยตรง
.
ผมย้ำว่าสภาที่ปรึกษาไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นผู้ลงมือเขียนตัวบท แต่มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและให้คำปรึกษากับคณะกรรมาธิการร่างเท่านั้น ดังนั้นจึงควรยืนหยัดปกป้องโอกาสของประชาชนในการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การเลือกผู้ที่ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน
.
ในช่วงท้ายของการอภิปราย ผมแสดงความกังวลว่าหากยังคงยืนยันตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากโดยไม่มีการประนีประนอมกับข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งมีการเสนอหลายโมเดลที่เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น โมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจทำให้สุดท้ายแล้วประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในกระบวนการเลือกผู้ร่างได้จริง
.
ผมเห็นว่าควรมีการหาข้อยุติร่วมกัน เลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะหากทุกฝ่ายยังยึดมั่นในแนวทางของตนเอง สุดท้ายแล้วประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของการเลือกผู้ร่าง
.
ต่อมาผมได้อภิปรายต่อเนื่องในมาตรา 256/2 จากประเด็นในมาตราก่อนหน้า โดยระบุชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของบัญชีรายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
.
ผมกล่าวว่า หัวใจของมาตรานี้คือเรื่อง “ที่มา” ของบุคคลซึ่งจะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ หากยึดตามร่างเดิม จะใช้คำว่า “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” แต่เนื่องจากที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเปลี่ยนชื่อเป็น “กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ” ไปแล้ว จึงต้องใช้ถ้อยคำตามมตินั้น
.
ผมเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นส่วนที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนอย่างน้อยได้มี “คูหา” แม้ว่าจะเป็นรูปแบบการเลือกทางอ้อมก็ตาม แต่ก็ยังทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในเหตุผลประกอบร่างของทั้งสามร่างที่นำมาสู่การพิจารณา แม้หนึ่งร่างจะตกไปแล้วก็ตาม
.
ในเมื่อทุกฝ่ายต่างพูดเสมอว่า ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมจึงเห็นว่าแม้จะมีข้อจำกัดจนไม่สามารถเปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แต่การเปิดโอกาสให้ประชาชน “เลือกทางอ้อม” เพื่อคัดกรองบุคคลผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ก็ยังนับเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนได้
.
ผมระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงหลักการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย เพราะหลังจากการพิจารณาในวาระสองวันนี้และพรุ่งนี้แล้ว ร่างจะต้องเว้นระยะ 15 วันก่อนเข้าสู่วาระสาม หลังจากนั้นจะต้องนำไปทำประชามติ ซึ่งต้อง “ถามประชาชน” อยู่ดี
.
ในฐานะผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ประชาชนย่อมมีสิทธิถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่มีส่วนร่วมแม้กระทั่งในระดับการเลือกทางอ้อม ทั้งที่รัฐสภายืนยันว่าประชาชนคือผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
.
ผมชี้ว่าหากไม่มีความพยายามเพียงพอที่จะเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างแม้แต่ในระดับทางอ้อม ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากต่อการตัดกระบวนการนี้ออกไป
.
เมื่อพิจารณาร่วมกับมติในมาตรา 256/1 ซึ่งเปลี่ยนถ้อยคำจาก “ยกร่าง” เป็น “ร่าง” ทำให้ผมเห็นว่า ควรสนับสนุนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะคณะของท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ ซึ่งเสนอให้คงโครงร่างเดิมไว้แต่ปรับถ้อยคำให้สอดคล้องกับมาตรา 256/1
.
อนึ่งท้ายที่สุดที่ประชุมรัฐสภาลงมติ มาตรา 256/1 เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 324 เสียง ไม่เห็นด้วย 265 เสียง และงดออกเสียง 21 เสียง
.


ขณะที่มาตรา 256/2 ที่ประชุมก็มีมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากเช่นกัน ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 416 เสียง ไม่เห็นด้วย 138 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?