สภาต้องเป็น ‘ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก’ ใช้หลักเสียงข้างมากเปิดทางประชาชนสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่

 



วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) ในการประชุมรัฐสภา วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ผมได้อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไขร่างมาตรา 256/28 เกี่ยวกับขั้นตอนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกำหนดให้ใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภาที่มีอยู่จริง ต่างจากเกณฑ์พิเศษในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
.
ผมกล่าวว่าหลักการสำคัญของมาตรานี้คือการทำให้สมาชิกทั้งสองสภาปฏิบัติหน้าที่บนความเสมอภาค และไม่สร้างเงื่อนไขพิเศษเกินจำเป็นในช่วงท้ายที่สุดของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยชี้ว่าขั้นตอนตามมาตรา 256/28 “ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมอีกต่อไป” แต่เป็นกระบวนการหลังจากการยกร่างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งต้องส่งต่อให้ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมตัดสินใจวินิจฉัยด้วยประชามติ
.
ผมยังกล่าวถึงข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ว่ามีที่มาจากเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องการให้สภาที่สองเป็นกลไกเสริมสร้าง “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ไม่ใช่เป็นกลไกที่ไปจำกัดการมีส่วนร่วมดังกล่าว พร้อมอ้างถึงเอกสาร “เขียนไว้กันลืม” ของศาสตราจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมาการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ซึ่งอธิบายเหตุผลของการมีวุฒิสภาไว้อย่างชัดเจน
.
ผมระบุว่าหากรัฐสภาต้องการยืนยันบทบาทของตัวเองในฐานะ “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ปกป้องอำนาจของประชาชนตามหลักการที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ ก็ไม่ควรตั้งเงื่อนไขพิเศษเพื่อเหนี่ยวรั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ไปถึงมือประชาชน โดยสะท้อนความเห็นว่าหากผมเป็นประชาชนที่รับชมการประชุมอยู่ก็คงตั้งคำถามถึงความกล้าหาญของรัฐสภาในการคืนอำนาจให้กับเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
.
ผมสรุปว่าวุฒิสภาควรทำหน้าที่ “ส่งมือให้ประชาชน” อำนวยความสะดวกและไม่ปิดกั้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมขอให้สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา 256/28 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองในขั้นตอนสุดท้ายของการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
อนึ่งหลังรัฐสภามีมติเพิ่มเงื่อนไขผ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่เสียงมติดังกล่าวห่างกันไม่ถึง 30 เสียง ส่งผลให้ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านเสนอให้นับคะแนนใหม่ด้วยการขานชื่อ ทั้งนี้หลังลงมติขานชื่อราว 2 ชั่วโมง รัฐสภาเห็นชอบให้คงเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 ด้วยคะแนนเสียง 329 ต่อ 302 งดออกเสียง 2 เสียง และสุดท้ายเมื่อมีข่าวว่านายกรัฐมนตรียื่นยุบสภาแล้ว ผู้เสนอร่างจึงได้ขอให้พักการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไป และหันไปพิจารณาคำถามประชามติพร้อมการเลือกตั้งครั้งหน้าแทนจนเสร็จสิ้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?