ลุกขึ้นยืนยันหลักการ วุฒิสภาพิจารณาญัตติชะลอตั้งองค์กรอิสระในสมัยวิสามัญได้
วันนี้ (24 ธันวาคม 2568) ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายยืนยันญัตติขอให้ชะลอกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังวานนี้ (23 ธันวาคม 2568) ประธานวุฒิสภามีข้อวินิจฉัยว่าไม่สามารถบรรจุญัตติของผมได้เนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
.
ผมระบุว่าแม้ประธานจะได้แจ้งแล้วว่าเรื่องอื่นใดที่อยู่นอกเหนือระเบียบวาระไม่อาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ และได้มีหนังสือแจ้งว่าญัตติที่ผมเสนอไม่สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมได้ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 126 (2) ซึ่งกำหนดว่า ในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรหรือมีการยุบสภา การเปิดประชุมวิสามัญสามารถทำได้เฉพาะเรื่องการพิจารณาบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น
.
ทั้งนี้ผมเห็นว่าญัตติที่ผมเสนอในเรื่องการ “ชะลอกระบวนการ” ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะไม่ได้เป็นการพิจารณาเนื้อหาหรือคุณสมบัติของบุคคล หากแต่เป็นเรื่องของกระบวนการในการพิจารณา
.
ผมอธิบายเพิ่มเติมว่าหากพิจารณาในเชิงหลักการ การลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลเทียบเคียงได้กับการพิจารณาในส่วนของ “สารบัญญัติ” หรือการตัดสินในเชิงเนื้อหาของตัวบุคคล ขณะที่ญัตติที่ผมเสนอเป็นเรื่องของ “วิธีสบัญญัติ” กล่าวคือเป็นเรื่องของขั้นตอน วิธีการ และกระบวนการอำนวยการพิจารณา เพื่อให้การให้ความเห็นชอบเป็นไปอย่างเหมาะสม ถูกต้อง และมีความชอบธรรม ไม่ได้เป็นการปฏิเสธหรือให้ความเห็นชอบต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
.
ผมยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2566 ซึ่งมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 จากนั้นวุฒิสภาได้เว้นช่วงไปประมาณ 2 เดือน 3 วันก่อนจะมีการนัดประชุมวิสามัญเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงการพิจารณาในเชิงกระบวนการ เช่น การขอขยายระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566
.
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาเรื่องกระบวนการถือเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลตามรัฐธรรมนูญ และขอให้ประธานพิจารณาทบทวนอีกครั้งว่า ญัตติที่ผมเสนอไม่ได้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 126 (2) แต่อย่างใด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
.
อย่างไรก็ตามภายหลังการอภิปรายของผม มงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าได้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวไปแล้วอย่างเด็ดขาด และขอใช้อำนาจตามข้อ 57 ของข้อบังคับการประชุมซึ่งกำหนดให้คำวินิจฉัยของประธานที่ประชุมถือเป็นที่สุด จึงไม่สามารถหยิบยกญัตติของผมขึ้นมาพิจารณาหรืออภิปรายต่อได้ พร้อมกล่าวขออภัยต่อผมในฐานะผู้นำเสนอญัตติ
.
อนึ่ง ญัตติที่ผมยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. และให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. นั้นก็ด้วยเหตุผลสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งมีสถานะเป็นทั้งผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง หรืออยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบโดย กกต. และ ป.ป.ช. หากยังเดินหน้าให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและชี้ขาดในคดีที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมเสี่ยงกระทบต่อหลักความเป็นธรรม และบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคมทั้งต่อการทำงานของ สว. และต่อองค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบในสถานการณ์เช่นนี้ ขณะเดียวกัน หากไม่ให้ความเห็นชอบก็อาจถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับทัศนคติของ สว. ต่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกเสนอเช่นกัน
.
การชะลอกระบวนการดังกล่าวไม่ทำให้อำนาจหน้าที่ของ สว. สูญหายไป แต่เป็นการรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างปราศจากข้อกังขาจากสังคม โดยเมื่อคดีที่ สว. จำนวนมากเกี่ยวข้องมีความชัดเจนหรือมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว สว. ก็ยังสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งกฎหมายยังเปิดช่องให้กรรมการที่พ้นวาระแต่ยังไม่ครบอายุ 70 ปี ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ จึงไม่กระทบต่อการทำงานขององค์กรอิสระ และกรณีนี้ก็ไม่อาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงเห็นควรให้ชะลอการให้ความเห็นชอบ 2 ป.ป.ช. และการตั้งคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็น 2 กกต. ออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์คดีที่เกี่ยวข้องจะมีความชัดเจนหรือพ้นจากอำนาจการพิจารณาขององค์กรเหล่านั้น
.
หลังจากนั้นได้มีการอภิปรายและการลงมติ ผลปรากฏว่าที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดังนี้
.
1. นายสุชาติ สุนทรีเกษม ให้ความเห็นชอบ 150 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง 28คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน
.
2. นายมนูภาน ยศธแสนย์ ให้ความเห็นชอบ 162 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง 18 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน
.
ผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายสุชาติ สุนทรีเกษม และนายมนูภาน ยศธแสนย์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือ 99 คะแนนขึ้นไป จึงถือเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น