คนเมือง-ต่างจังหวัด แยกกันไม่ขาด รัฐอุดหนุนบริการสาธารณะคนทั้งประเทศได้ประโยชน์
กรณีรัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการ "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ครอบคลุม 8 สายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มลงทะเบียนเดือนสิงหาคมและเริ่มใช้จริง 1 ตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลตั้งงบชดเชย 5,512 ล้านบาท หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้ขนส่งสาธารณะ ขณะเดียวกันยังต้องจับตาการผ่านกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจมีผลต่อการขยายสิทธิให้ครบทั้ง 8 สายตามแผนนั้น
.
ในประเด็นนี้มีข้อถกเถียงในสังคมที่บางส่วนมองว่าเป็นการนำเงินภาษีของคนทั้งประเทศมาอุดหนุนคนกรุงเทพฯ กรณีนี้ผมเห็นว่าคนที่ใช้ชีวิตในเมืองไม่ได้ตัดขาดจากคนต่างจังหวัดขนาดนั้น จริงอยู่ที่เราอยากไปเน้นการแก้สัญญาสัมปทานให้เป็นธรรมมากขึ้นเพื่อให้ได้ราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่ว่าการที่รัฐเข้าไปอุดหนุนบริการสาธารณะให้ถูกลงจะเป็นการแบ่งแยกคนเมืองกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดขนาดนั้น เพราะแรงงานอพยพหรือประชากรแฝงในเมืองหลวง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 67 ประชากรแฝงเฉพาะที่เก็บตัวเลขได้ใน กทม. 2.8 ล้านคน นนทบุรี 7 แสนคน ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาครอีกจังหวัดละ 6 แสนคน ก็เกาะเกี่ยวกับกับคนต่างจังหวัดอยู่ดี พิสูจน์ได้จากวันหยุดยาวที่แรงงานอพยพจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาจนกรุงเทพฯ แทบจะเป็นเมืองร้าง
.
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการสนับสนุนการลดต้นทุนรถโดยสารสาธารณะใน กทม. ก็อาจขยับไปที่รถเมล์ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักในการเดินทางของแรงงาน ที่ผ่านมารถเมล์มีความต้องการเปลี่ยนไปรถไฟฟ้าให้มากขึ้นแต่ก็แลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งควรรักษาระดับราคาให้คนขึ้นได้ จนถึงขยายทั้งรถไฟและรถโดยสารสาธารณะในต่างจังหวัดให้ราคาถูกและมีเที่ยวโดยสารรองรับการเดินทางของประชาชน มีการเชื่อมต่อที่ครอบคลุมด้วย
.
สำหรับผม รถเมล์และรถสองแถวยังเป็นสิ่งแรกที่ควรอุดหนุนและทำให้เชื่อมต่อ มีความถี่ที่รองรับการใช้งาน จนถึงลงทุนเพื่อรองรับการใช้งานอนาคต ส่วนรถไฟก็เช่นกัน แต่อาจเป็นลำดับรองในต่อจากรถเมล์
.
สุดท้ายนี้ คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเกินครึ่งเป็นแรงงานอพยพ มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด การได้สวัสดิการและลดรายจ่ายย่อมส่งผลต่อคนต่างจังหวัดโดยอ้อม กล่าวคือการอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐนั้นจะทำให้คนทั้งประเทศได้ประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความเป็นคนเมืองกับคนต่างจังหวัดในยุสมัยนี้จึงร้อยรัดกันและแทบแยกกันไม่ออก ส่วนจะให้สวัสดิการรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ก่อน จะใช้วิธีแก้สัญญาหรือเน้นใช้เงินอุดหนุนก็ต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะการอุดหนุนบริการสาธารณะเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ แต่ก็ต้องพิจารณาต่อไปในว่าการอุดหนุนนั้นเอื้อเอกชนมากเกินควรหรือไม่
.
และไหนๆ ก็พูดถึงประชากรแฝงหลายล้านคนทั้งใน กทม. และปริมณฑลแล้ว การอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในพื้นที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตจริงย่อมส่งผลให้เขามีตัวตนและที่ทางทางกาารเมือง นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นก็อาจผลิตนโยบายที่ตอบโจทย์คนเหล่านี้มากขึ้นด้วย หวังว่าในอนาคตจะมีการผลักดันเรื่องนี้ เพราะหลายคนใช้ชีวิตใน กทม. และปริมณฑล หนึ่งปี 350 วัน ที่เหลืออีก 15 วันอาจได้กลับบ้านที่มีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้านในต่างจังหวัด แต่กลับไม่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิทางการเมืองในที่ซึ่งตนอยู่จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น