หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หยุดสุมไฟแห่งอคติจากการสู้รบ: ข้ามความเกลียดชังและเร่งผูกมิตรกับแรงงานและประชาชนกัมพูชา
สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาขณะนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ พลเรือนจำนวนมากต้องอพยพละทิ้งถิ่นที่อยู่หรือหลบภัยในสถานที่ปลอดภัย มีรายงานการโจมตีที่กระทบต่อพลเรือนโดยตรงทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ความเสียหายครอบคลุมพื้นที่เปราะบาง ทั้งชุมชน โรงพยาบาล ศูนย์บริการน้ำมัน ศาสนสถาน โบราณสถาน รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องปิดการเรียนการสอนและให้นักเรียนหลบภัย รายงานล่าสุด ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 16.40 น. ระบุว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 24 ราย เสียชีวิต 11 ราย และทหารได้รับบาดเจ็บ 7 นาย เสียชีวิต 1 นาย
.
การโจมตีเป้าหมายพลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาล ถือเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 (ค.ศ. 1949) มาตรา 18 ซึ่งห้ามการโจมตีโรงพยาบาลพลเรือนอย่างเด็ดขาด ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง และหากกระทำโดยเจตนา ย่อมเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม
.
ผมขอประณามการโจมตีพลเรือนโดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม หยุดโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนหรือชุมชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบ เพราะความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่อาจนำพาประโยชน์ใดมาสู่ทั้งสองฝ่ายและไม่มีคุณค่าใดต่อชัยชนะทางการทหาร ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและคราบเลือดของทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น
.
ท่ามกลางกระแสชาตินิยมสุดขั้วที่ถูกจุดขึ้นในสังคมไทยจากความขัดแย้งทางทหาร เราได้เห็นการแสดงออกของอคติและความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ต่อชาวกัมพูชาในประเทศไทยที่รุนแรงขึ้น จนถึงขั้นเกิด “กระแสล่าแม่มด” ต่อแรงงานชาวกัมพูชา โดยบางฝ่ายถึงกับยุยงให้ใช้ความรุนแรงกับแรงงานเหล่านั้น
.
การใช้ความรุนแรงต่อชาวกัมพูชาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบ จะยิ่งตอกย้ำข้ออ้างของรัฐบาลกัมพูชาว่าไทยเป็นรัฐนิยมความรุนแรง ป่าเถื่อน ซึ่งจะกลบภาพของความรุนแรงที่ฝ่ายกัมพูชาเองก่อขึ้นกับประชาชนไทย และยังอาจทำให้แรงงานชาวกัมพูชารู้สึกหวาดกลัวจนต้องอพยพกลับประเทศตามความต้องการของผู้นำกัมพูชา อีกทั้งการกระทำเช่นนี้อาจสุ่มเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของคนไทยในกัมพูชาด้วยเช่นกัน ซึ่งเรามีบทเรียนจากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชาเมื่อปี 2546 ว่ากระแสชาตินิยมของฝ่ายกัมพูชาส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งคนไทยและธุรกิจไทยมากเพียงใด
.
แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยมีมากกว่า 5 แสนคน และเมื่อรวมกับผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจะมีจำนวนกว่า 1.2 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการกำหนดนโยบายทางการทหารของผู้นำกัมพูชา ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นทุนทางวัฒนธรรม เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาด้วยความเป็นธรรมและมนุษยธรรม ไม่เพียงแต่สะท้อนความจริงใจของสังคมไทย แต่ยังสามารถเปลี่ยนแรงงานเหล่านี้ให้กลายเป็น “ปากเสียง” และฐานรองรับเชิงสังคมที่สามารถต่อรองกับรัฐบาลกัมพูชาได้อย่างมีพลัง
.
นอกจากนี้ประชาชนชาวกัมพูชาที่มีสิทธิเลือกตั้งมีอยู่ราว 10 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าแรงงานชาวกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเป็นธรรม จึงไม่เพียงแต่เป็นหลักการทางมนุษยธรรม แต่ยังเป็นการสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลกัมพูชาในทางอ้อม ยังไม่รวมประชาชนที่พรมแดนล้วนมีปฏิสัมพันธ์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การดึงประชาชนกัมพูชาในไทยมาเป็น “ฝ่ายเรา” ย่อมดีกว่าการเลือกปฏิบัติ ใช้ความรุนแรง หรือผลักไสให้พวกเขาเป็นศัตรู
.
ท้ายที่สุด การล่าแม่มดแรงงานกัมพูชาในไทยไม่มีทางสร้างประโยชน์ใดได้เท่ากับการผูกมิตร เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศร่วมกันตระหนักว่าความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากอะไร และไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์จากการทำสงครามต่อไปนอกจากผู้นำที่ฉวยโอกาสสร้างความนิยมจากชีวิตและเลือดเนื้อประชาชน การชนะในที่นี้ไม่ได้จำกัดเพียงยุทธวิธีทางการทหารหากแต่เป็นการชนะใจกันของประชาชน ประชาคมภูมิภาค และประชาคมโลก ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเร่งจำกัดขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้น เจรจา โดยแสวงหาทางออกผ่านกลไกทั้งทวิภาคี หรืออาเซียน และร่วมกันยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติวงจรของความเกลียดชัง หยุดความสูญเสียของทั้งประชาชนและทหาร และร่วมกันสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ให้เป็นจริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น