กระทุ้งรัฐบาลเร่งนโยบายร่าง รธน. ใหม่ ขอจริงใจเสนอร่างประกบ
วันนี้ (21 กรกฎาคม 2568) ผมได้มีโอกาสตั้งกระทู้ถาม เรื่อง "แนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็วที่สุดตามที่แถลงไว้กับรัฐสภา" หลังจากยื่นขอตั้งกระทู้ไปตั้งแต่เดือนเมษายน โดยกระทู้ถามในครั้งนี้มี รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถาม
.
คำถามของผมเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่าเส้นทางของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนับว่าเป็นการเดินทางอันยาวไกลเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต่อมาการรัฐประหารปี 2557 ก็ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้คณะรัฐประหารไม่มีความผิด ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะผ่านการประชามติ แต่ก็เป็นการทำประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม ขณะที่การร่างก็ขาดมีส่วนร่วม ไปจนถึงที่มา กระบวนการ เนื้อหา ที่มีปัญหาหลายประการ และแม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะถูกขนานนามว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" แต่จนถึงปัจจุบันดัชนีชี้วัดคะแนนปลอดคอร์รัปชัน หรือ CPI โดย Transparency International ของเราในปัจจุบันอยู่ลำดับที่ 107 ต่ำกว่าลำดับที่ 88 ในปี 2555 อีกทั้งยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือกรณีอาคารขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตอย่าง สตง. ถล่มลงมา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาในเรื่องของเป้าหมายอย่าง "การปราบโกง"
.
ยังไม่นับปัญหาในการส่งมอบนโยบาย ซึ่งหากย้อนไปในการเลือกตั้งปี 2566 จะพบว่าประชาชนได้แสดงเจตจำนงว่าต้องการรัฐบาลแบบใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ทำให้ไม่สามารถส่งต่อเจตนารมณ์ของประชาชนมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายได้ จนท้ายที่สุดก็ได้รัฐบาลที่ถูกครหาว่า "ข้ามขั้ว" ขณะเดียวกันผลการเลือกตั้งยังสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าประชาชน 26.3 ล้านเสียงต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังทำให้กลไกของสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญไม่สมดุลอีกต่อไป ทั้งการใช้มาตรฐานจริยธรรมถอดถอนนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สะท้อนว่าองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
.
เรามีซุปเปอร์รัฐธรรมนูญอย่าง "มาตรฐานจริยธรรม" ที่ออกโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่มีบริบทอย่างหนึ่ง แต่เอามาบังคับใช้กับสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ ไม่ว่าจะฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหาร แถมผู้ออกมาตรฐานเองยังเป็นผู้ตัดสินเอง ขัดกับหลักแบ่งแยกอำนาจชัดเจน
.
หลังอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยถูกถอดถอนด้วยพิษของรัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2567 รัฐบาลภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ว่า "รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด"
.
คำถามคือ ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นผลงานของ "รัฐบาล" ที่ดำเนินการตาม "นโยบาย" ดังกล่าว ซึ่งคราวประชุมรัฐสภาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จำนวน 2 ร่างแก้ไขฯ ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนนั้น กลับไม่ปรากฏร่างแก้ไขฯ ของคณะรัฐมนตรีมาประกบ จึงทำให้ผู้ติดตามการแก้รัฐธรรมนูญหรือสังคมเคลือบแคลง สงสัยในจุดยืนของรัฐบาล ทั้งที่ประเด็นนี้เป็นนโยายของรัฐบาลที่ย้ำถึงการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด ผมจึงได้เรียน ถามรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ว่าเหตุใดจึงไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของคณะรัฐมนตรีมาประกบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของ 2 พรรค ดังกล่าว
.
คำถามต่อมาคือในอนาคตหากจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นไปได้หรือไม่หากจะมีร่างของรัฐบาลขึ้นมาประกบเป็นร่างนำตามนโยบายของรัฐบาล และผมยังสอบถามว่าปัญหาและอุปสรรคของการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลคืออะไรบ้าง และมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างไร และสุดท้าย รัฐบาลมีแนวทางที่ชัดเจนหรือไม่ อย่างไรต่อจากนี้ในการผลักดันนโยบายเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็วที่สุด ตามที่แถลงไว้กับรัฐสภา และมีกรอบเวลาอย่างไรบ้าง
.
ด้าน รศ.ชูศักดิ์ชี้แจงว่าเหตุผลที่คณะรัฐมนตรีไม่เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะขณะนี้มีความไม่แน่นอนต่อประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อจำนวนครั้งของการทำประชามติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่วนของพยานผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเมื่อมีความไม่แน่นอนตนจึงเสนอคณะรัฐมนตรีว่ายังไม่ควรเสนอร่างแก้ไขฉบับของคณะรัฐมนตรี เพราะหากเสนอไปแล้วทำไม่ได้คณะรัฐมนตรีจะเสียหาย แต่ขณะนี้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในระเบียบวาระรัฐสภา 2 ฉบับ คือ ฉบับของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน
.
ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเพราะการไปต่อไม่ได้ เนื่องจากความขัดแย้งแนวคิดว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไรและทำประชามติกี่ครั้ง ที่ยังสับสนระหว่าง 2 หรือ 3 ครั้งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ที่ค้ำคอไว้อยู่
.
ดังนั้นรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด จนมีข้อสรุปให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และต้องแก้ไขกฎหมายประชามติให้ใช้แบบเสียงข้างมากชั้นเดียว และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคประชาชนจึงมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
.
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า เนื่องจากยังไม่มีข้อยุติจำนวนครั้งการประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาที่ผ่านมา สั่งไม่บรรจุเข้าวาระการประชุมเพราะความไม่ชัดเจน จนมีการไปพิจารณาคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พบว่า เสียงข้างมากให้จัดการออกเสียงประชามติ 2 ครั้ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จึงกลับมติให้บรรจุได้แต่ก็ยังมีหนังสือท้วงติงจากวุฒิสภา ซึ่งในมุมคณะรัฐมนตรีมองว่า การเสนอกฎหมายใหม่ ๆ จะต้องมีความแน่นอนและชัดเจน เพราะหากไม่ผ่าน หรือมีปัญหาในทางกฎหมายก็จะเกิดปัญหาอีกครั้ง ส่วนตัวเป็นผู้เสนอคณะรัฐมนตรี ไม่ให้เสนอเอง โดยให้เสนอในนามพรรคการเมืองแทนเพราะการตีความประชามติยังไม่สิ้นสุด ซึ่งกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนพยานจากผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่มีคำวินิจฉัย จึงทำให้เรื่องคาราคาซัง
.
รศ.ชูศักดิ์ยังยืนยันว่ารัฐบาลยังมีความแน่วแน่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่ ส่วนตัวก็รับทราบในปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะการถ่วงดุลอำนาจ และที่มา สว. เพียงแต่ว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ยังมีอุปสรรค จึงยังต้องรอผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยให้จัดการออกเสียงประชามติ 2 ครั้ง กระบวนการที่ค้างอยู่ก็สามารถเดินต่อไปในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนได้ แต่ก็ยังวิตกอยู่เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดกระบวนการแก้ไขที่เหมือนไม่อยากให้แก้ เช่น การกำหนดเงื่อนไขเสียงในการแก้ไข อย่างการกำหนดเสียง สว. 1 ใน 3 ซึ่งหากถึงเวลานั้น ก็ต้องขอความร่วมมือวุฒิสภาร่วมแก้ไข จึงยังวิตกว่าอาจจะถูกตีตกในชั้นนั้นก็ได้
.
สำหรับความเป็นไปได้ในการจัดการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้ดำเนินการประชามติ 3 ครั้งเลย โดยครั้งแรกให้จัดประชามติ ไปพร้อมกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนนั้น รศ.ชูศักดิ์ชี้แจงว่าหากจะดำเนินการแบบดังกล่าวแล้วรัฐบาลจะสอบถามศาลรัฐธรรมนูญไปทำไม ซึ่งจะเป็นการกลับไปกลับมา ดังนั้นเมื่อสอบถามไปแล้วก็ควรรอคำวินิจฉัย เพราะการจัดการออกเสียงประชามติแต่ละครั้งต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทต่อครั้ง ในเวลาที่ประเทศมีสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้อีก พร้อมย้ำว่าความตั้งใจของรัฐบาลต้องการรอดูผลคำวินิจฉัยของศาล และไม่ต้องการให้ไม่สำเร็จ ความไม่แน่ใจต่าง ๆ ต้องไม่ทำ และทำในสิ่งที่แน่ใจเพื่อให้กระบวนการไปต่อไป
.
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยังยอมรับว่ารัฐบาลบริหารมา 2 ปีแล้ว และเหลือเวลาไม่นานจะครบวาระ ส่วนตัวได้คำนวณไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน รวมทั้งยังต้องจัดการออกเสียงประชามติที่จะต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือน และยังต้องเลือก สสร. 6 เดือนเป็นอย่างต่ำหลังประชามติเสร็จสิ้น จึงยอมรับว่า พิจารณาจากไทม์ไลน์แล้ว ยากลำบากที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จบริบูรณ์ในรัฐบาลชุดนี้ แต่รัฐบาลก็ตั้งใจว่าอย่างน้อยเมื่อมีข้อยุติในหลายประเด็นแล้ว ก็เดินหน้าต่อไปอย่างน้อยให้สามารถตั้ง สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ก็จะเป็นการดี

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น