5 ข้อสังเกตถึงกองทุนสื่อปลอดภัยฯ ในวันที่เริ่มห่างไกลจากรากเหง้า



เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2567 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นกองทุนที่เรียกได้ว่าเป็น "ความหวัง" ของคนทำสื่อทั้งรายเล็กรายใหญ่ รวมถึงผู้ที่ต้องการทำงานสื่อสารรณรงค์ ซึ่งในปี 2567 มีข้อเสนอโครงการเข้ามานับพันโครงการ แต่มีโครงการที่ได้รับทุนหลักร้อยเท่านั้น
.
ผมได้ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อถึงกองทุนฯ ดังนี้
.
1) แนวทางการสนับสนุนสื่อ : ตามรายงานระบุงบการเงินของกองทุนฯ ไว้ว่ามี "ค่าใช้จ่ายการอุดหนุนอื่นและบริจาค" จำนวน 386 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เกือบครึ่ง 150 ล้านบาท คืองบประมาณที่กองทุนนำมาดำเนินการเองซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ในขณะที่สัดส่วนจำนวนการขอรับทุนทั่วไปยังขาดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา ทั้งนี้ผมได้สอบถามกองทุนฯ ไปว่าโครงการส่วนที่กองทุนนำมาดำเนินการเองนั้นมีโครงการใดบ้าง และโครงการเหล่านั้นมีผลการดำเนินการอย่างไร
.
เมื่อพิจารณาสัดส่วนโครงการที่ได้รับการจัดสรรทุนจะพบว่าในปี 2567 โครงการ ประเภทรับทั่วไป โครงการที่เสนอ 566 ได้ 47 โครงการ หรือ 8% ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ เสนอ 537 โครงการ ได้ 60 โครงการ หรือ 11% แต่เมื่อย้อนไปปี 2565 พบว่าโครงการประเภทรับทั่วไป มีโครงการที่เสนอ 370 โครงการ ได้ 57 โครงการ หรือสัดส่วน 15% ที่ได้ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ เสนอ 368 โครงการได้ 70 หรือ 19% ผมจึงมีข้อกังขาว่าเพราะเหตุใดจึงไม่สนับสนุนโครงการเหล่านี้
.
ในส่วนของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเป็นโครงการของบริษัทเอกชนหรือห้างหุ้นส่วน 51 โครงการ จาก 106 โครงการ เป็นบริษัทเอกชนหรือห้างหุ้นส่วน 51 โครงการ ขณะที่ ‘องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์’ โดยเฉพาะสื่อพลเมืองที่รวมตัวกันทำงานสื่อสารกลับมีโอกาสได้รับทุนน้อย เมื่อเทียบกับสัดส่วนกว่าครึ่งที่ให้ทุนกับเอกชน
.
ขณะที่เจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตาม พรบ. พ.ศ. 2558 มาตรา 5 (6) ระบุ “ส่งเสริมบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ดําเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสื่อให้มีการผลิตและพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสัดส่วนองค์กรบริษัทเอกชนที่มารับทุนกว่าครึ่งนั้น สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุนหรือไม่
.
นอกจากนี้กองทุนฯ ยังเน้นหนักกับการให้ทุนเป็นรายชิ้น มากกว่าการสร้างระบบนิเวศหรืออุสาหกรรมสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมยังไม่เห็นโครงการที่สนับสนุนจุดนี้
.
2) การวัดผลสำเร็จ รายงานยังไม่แสดงผลรายละเอียด : โครงการที่ถูกระบุว่าเป็น "ผลงานเด่น" ของกองทุนฯ ปี 2567 ตัวอย่างเช่น ละครเรื่อง "มนต์รักกันตรึม" มีระบุผลผลิต 10 ตอน มียอดผู้เข้าชมระบุผลลัพธ์ว่า ผู้ชุม 87% “รับรู้ถึงเนื้อหาละครที่เน้นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ และ สอดแทรกประสบการณ์การท่องเที่ยววัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และ การท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์” ผมไม่แน่ใจว่าตัวชี้วัดเหล่านี้วัดผลอย่างไร มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบหรือไม่ โครงการนี้ได้งบประมาณไปเพียงใด และเป็นเท่าไหร่ของโครงการทั้งหมด
.
3) การจัดการงบประมาณ : จำนวนงบผูกพันข้ามปี อยู่ที่ 406,804,122.72 บาท สูงถึง 71.07% ของงบประมาณทั้งหมด การมีงบผูกพันข้ามปีสูง สะท้อนถึงการขาดทิศทางและประสิทธิภาพในการบริหารงบหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อยู่ในข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประเมินผลดำเนินงาน โดยเสนอว่าการวางแผนดำเนินโครงการในส่วนที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ดำเนินการเองและแผนพัฒนาองค์กรให้แล้วเสร็จตามปีงบประมาณ โดยไม่ต้องผูกพันไปปีงบประมาณถัดไป
.
ประการถัดมา จากรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี พ.ศ. 2567 ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์กองทุนฯ พบการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 100 รายการ โดยเกือบทั้งหมดใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบ "เฉพาะเจาะจง" ซึ่งถือเป็นวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์เพราะเจาะจงผู้รับจ้างได้ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้เคยเสนอในปี 2566 ให้ปรับลดวงเงินของการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะจง
.
4) ประเด็นข้อกังขาและข้อกล่าวหาต่าง ๆ : เริ่มที่เรื่องความโปร่งใสและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน คือประเด็นของ อำนวย โชติสกุล ประธานคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เคยเป็นที่ปรึกษาของผู้จัดการกองทุนคนปัจจุบันมาก่อน โดยเมื่อ 28 กันยายน 2563 ภาคประชาชนในนามเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูปกองทุนฯ เรียกร้องให้ตรวจสอบการพิจารณาให้ทุนปีงบฯ 2563 จำนวน 300 ล้าน ว่าอาจไม่เป็นไปตาม พรบ. กองทุนฯ นี้ ซึ่งธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนคนปัจจุบัน ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยในจำนวนนั้นแต่งตั้งให้ นายอำนวย โชติสกุล เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย จึงเกิดเป็นข้อกังขาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
.
นอกจากนี้ยังมีข้อกังขาถึงอิทธิพลโน้มน้าวองค์กรสื่อ ซึ่งอำนาจในการบริหารจัดการทุน การสนับสนุนทุนให้แก่องค์กรวิชาชีพสื่อ ตลอดจนองค์กรสื่อจำนวนมาก เป็นข้อควรคำนึงถึงการมีอำนาจเอื้อประโยชน์ดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ขาดหรือละเว้นการตรวจสอบการทำงานของกองทุนฯ หรือรวมไปถึงการมีอิทธิพลต่อการนำเสนอหรือไม่นำเสนอข่าวสารเชิงลบต่อกองทุนสื่อ
.
โดยมีกรณีที่พึงสงสัยได้จากการที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เผยแพร่ข่าวทางออนไลน์ในเดือนเมษายน 2568 โดยอ้างอิงคำสั่งตั้งกรรมการสอบและสั่งพักงานรองผู้จัดการกองทุน แต่เพียง 2 ชั่วโมง ข่าวดังกล่าวก็หายไป และยังคงอยู่ต่อในแพลตฟอร์มข่าว MSN ราว 4 ชั่วโมงก่อนที่จะหายไปเช่นกัน ผมจึงมีข้อกังขาว่ากองทุนฯ จะมีแนวทางการสร้างความมั่นใจว่าไม่มีอิทธิพลโน้มน้าวองค์กรสื่อได้อย่างไร
.
5) ปัจจุบันกองทุนไปเน้นให้การสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์หรือประเด็นอื่นมากกว่า : จนผมเกรงว่ากองทุนฯ จะละเลยเจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนฯ ตามหลักการการมีส่วนร่วมของคนทุกภาคส่วน กระตุ้นให้ประชาชนที่รวมตัวกัน ไม่ใช่เอกชนขนาดใหญ่หรือสื่อมือชีพ หากแต่เป็นการส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์
.
ต่อมา ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนฯ ได้ลุกขึ้นชี้แจงสิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาอภิปราย แต่ไม่ได้ตอบคำถามผมในประเด็นเรื่องความกังขาการที่ที่ปรึกษาผู้จัดการกองทุนมาเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ และเรื่องอิทธิพลต่อสื่อ กรณีข่าวหายไป โดยมีรายละเอียดการชี้แจงดังนี้
.
การกำหนดสัดส่วนการให้ทุน ที่มีเอกชนจำนวนมา เพราะมีข้อจำกัดว่าว่าเวลาได้รับข้อเสนอมาแล้ว ซึ่งข้อเสนอต้องไปด้วยกันกับหลักการ ผู้ทรงคุณวุฒิบอกว่าปล่อยไปก็จะเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมามีการให้ทุนกับกลุ่มเด็กโดยเฉพาะ โดยหลักการดี แต่มีปัญหาคือความต่อไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้กองทุนฯ ไม่สามารถกำหนดสัดส่วนว่ากลุ่มใดเท่าไร กำหนดไม่ได้ถ้าข้อเสนอรับทุนไม่มีคุณภาพ ต่อไปอาจมีการพิจารณาแยกการขอทุนระหว่างเอกชนและกลุ่มย่อยอื่นๆ
.
ในเรื่องการนับยอดผลผลิต การทำงานของกองทุนฯ เน้นผลกระทบทางสังคม ที่ผ่านมาได้จัดจ้างจ้าง มหาวิทยาลัยมหิดลมาวัดผลกระทบทางสังคม ขณะเดียวกันกองทุนต้องการผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย เนื้อหาที่ดีที่ดีจึงต้องมีผลตอบรับทางเศรษฐกิจด้วย การประเมินกองทุนจะมี KPI ที่ต่างกันทั้งในกลุ่มเอกชนและกลุ่มย่อย บางกลุ่มต้องการแค่ตัวชี้วัดเดียว บางกลุ่มต้องการ 2 ตัวชี้วัด (สังคมและเศรษฐกิจ) ส่วนการการนับยอดตัวเลขผลผลิตไม่ค่อยตรงนั้น เกิดจากการไม่ได้ยังคับว่าจะต้องเผยแพร่เนื้อหาที่ใดบ้าง ผู้เผยแพร่จะต้องเอาหลักฐานยอดหลายๆ แพลตฟอร์มมาให้กองทุน
.
ในส่วนของการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงนั้น ยอดที่มากที่สุดคือการจ้างเหมาบริการเจ้าหน้าที่ซึ่งมี 54 ตำแหน่ง ที่ผ่านมาได้มีการขออัตรากำลัง โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนเห็นชอบ แต่ กพร. ไม่เห็นชอบ ยืนยันว่าที่ผ่านมาปฏิบัติตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด
.
สำหรับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ มีการตรวจสอบแล้ว และเรื่องถูกร้องเรียนไปหลายหน่วย ปรากฎว่าผู้ร้องเรียนไม่เคยไปให้ข้อมูลสักที่ จึงสรุปได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคนในกองทุนเลย ส่วนกรณีที่มีผู้อ้างว่ามีตั๋วเรียกหาผลประโยชน์นั้น ยืนยันว่ากองทุนจะดำเนินการอย่างเคร่งครัด
.
กองทุนมีความชัดเจนโปร่งใสในการบริหาร ที่ผ่านมามีการร้องเรียนว่าไม่ได้รับทุน ได้เรียกมาดูข้อเสนอคนที่ได้เพื่อเปรียบเทียบ เป็นอันยุติ ยืนยันว่าทุกขั้นตอนของการพิจารณาทุน มีขั้นตอนชัดเจน โปร่งใส เป็นที่พึ่งได้แน่นอน


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?