จับสัญญาณ ‘พงศ์กวิน’ เข้าแรงงานวันแรก ยันไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-หลบคนงาน ‘เบอร์รีเลือด’
.
วันนี้จึงขอชวนวิเคราะห์คำประกาศของรัฐมนตรีแรงงานผู้นี้ โดยเฉพาะนโยบายเรือธงอย่างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายในปี 2570 และที่สำคัญมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น
.
[ ไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เน้นพัฒนาฝีมือแรงงาน ]
.พงศ์กวินกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำคือ ยกระดับค่าแรงขึ้นไปอีก จะพยายามทำให้ได้ถึงประมาณ 650 บาทต่อวัน แต่ไม่ใช่การยกระดับด้วยอัตราการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะต้องพัฒนาฝีมือของแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เขาจะได้รับ ถ้าเกิดสมมติว่าเขามีทักษะที่มากขึ้น รับประกันได้ว่าไม่มีนายจ้างคนไหนที่จะปฏิเสธเรื่องการให้ค่าแรงที่สูงขึ้น”
.
รมว. แรงงานคนใหม่อธิบายเพิ่มว่าจากผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมราว 24 ล้านคน แรงงานส่วนใหญ่ถึง 90% มีรายได้ที่สูงกว่า 400 บาทต่อวันแล้ว ซึ่งค่าแรงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 618 บาทต่อวันต่อคน ถือว่าค่อนข้างสูง สำหรับกลุ่มที่เหลือประมาณ 2.3 ล้านคนจำเป็นจะต้องเร่งยกระดับรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้โดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะเดิมและเสริมสร้างทักษะใหม่ (upskill/reskill) เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้มีทักษะฝีมือแรงงานที่จะเข้าสู่ระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทำให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นเกินกว่าวันละ 400 บาท
.
นี่นับเป็นสัญญาณสำคัญแรกว่านโยบายที่รัฐบาลเพื่อไทยรวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันในปีแรก และ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 อาจไม่เกิดขึ้นจริงในรัฐบาลปัจจุบัน เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรงงงแรงงานรายนี้กลับมีหลักคิดว่า “ไม่จำเป็น” ต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ควรใช้วิธีการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้วค่าจ้างก็จะสูงขึ้นเองหากแรงงานมีฝีมือมากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการถอยจากสัญญาทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนอาจรู้สึก หมดศรัทธาในความน่าเชื่อถือของนโยบายหาเสียง
.
แม้แนวคิดให้แรงงานพัฒนาทักษะเดิมและเสริมสร้างทักษะใหม่จะดูทันสมัยและตอบโจทย์ระยะยาว แต่ในความเป็นจริงแรงงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในภาคเกษตร แรงงานนอกระบบ หรือภาคบริการขนาดเล็ก ไม่สามารถเข้าถึงระบบฝึกอบรมได้ง่าย กลุ่มเหล่านี้ยังคงพึ่งพารายได้ขั้นต่ำในการดำรงชีวิต จึงยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพื้นฐานอย่าง “ค่าแรงขั้นต่ำ” ในสภาพที่เป็นอยู่เพื่อเป็นการคุ้มครองและประกันความเป็นธรรม
.
นอกจากนี้การให้เหตุผลว่าการเพิ่มทักษะจะนำไปสู่รายได้สูงเอง แม้จะฟังดูดีในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติคือการผลักภาระกลับไปให้แรงงาน ทั้งเงินทุนและเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาทักษะเดิมและเสริมสร้างทักษะใหม่ โดยไม่ได้คำนึงถึงอำนาจต่อรองที่ไม่เท่ากันระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งอาจกลายเป็นการ “เอื้อทุน” โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการใช้แรงงานต้นทุนต่ำให้ได้นานที่สุด หาก รมว. แรงงานอยากให้แรงงานพัฒนาทักษะเดิมและเสริมสร้างทักษะใหม่ ก็ควรใช้มาตรการชักจูงใจให้นายจ้างออกเงินให้ลูกจ้างไปเรียนรู้และพัฒนาฝีมือ ซึ่งสุดท้ายเป็นประโยชน์แก่ทั้งลูกจ้างและนายจ้างเอง ไม่ใช่ให้ลูกจ้างรับผิดชอบทั้งหมด
.
ที่สำคัญคือข้ออ้างที่ว่าการขึ้นค่าแรงจะทำให้ค่าครองชีพขึ้นตามไปด้วยนั้นไม่เป็นจริง เพราะค่าแรงเป็นเพียงต้นทุนส่วนน้อยของราคาสินค้า และข้อเท็จจริงคือค่าครองชีพทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ค่าแรงกลับหยุดนิ่ง เท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจซื้อของแรงงานในทางปฏิบัติ การไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลานาน ๆ ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับฐานราก อีกทั้งการอ้างถึงการเพิ่มทักษะจึงนำมาซึ่งการเพิ่มค่าแรงยังส่งผลด้านกลับเป็นการผลิตซ้ำให้ดูเหมือนแรงงานที่กินค่าแรงขั้นต่ำขณะนี้ไร้ทักษะทั้งที่บางคนทำงานมาอย่างยาวนานและชำนาญแต่กลับยังได้รับค่าแรงขั้นต่ำก็มีจำนวนมาก
.
[ นโยบายด้าน AI ที่ยังไม่ชัดเจน ]
.ยังไม่มีรายละเอียดว่า “หลักสูตร AI” ที่ว่าคืออะไร จะเป็นการเขียนโปรแกรม สอนใช้โปรแกรม AI การทำงานร่วมกับ AI หรือเพียงแค่พื้นฐานดิจิทัล หากไม่ชัดเจน แรงงานส่วนใหญ่อาจไม่ให้ความสนใจเพราะช่องว่างเรื่องความพร้อมด้านพื้นฐานเทคโนโลยี เครื่องมือ อินเทอร์เน็ต และเวลายังสูง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบหรือชนบท
.
นอกจากนี้นโยบายพูดถึงการฝึกคนให้รู้ AI แต่ไม่ได้พูดถึงการป้องกันผลกระทบจาก AI ต่อแรงงานเลย โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ ซึ่งถูกขโมยผลงานทั้งงานภาพและงานเขียนไปเพื่อฝึก AI และก็ถูก AI กลับมาแย่งงานซ้ำ งานหลายภาคส่วนก็กำลังถูกแทนที่อย่างรวดเร็ว ซ้ำร้ายรัฐยังไม่มีมาตรการรับมือกรณีหากมีแรงงานตกงานจาก AI จำนวนมากว่าจะดูแลอย่างไร
.
ส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีการฝึกอบรม AI ที่ รมว.แรงงานระบุไว้นั้น SMEs ที่มีแรงงานจำนวนมากกลับอาจใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะไม่มีฝ่ายบุคคลหรือระบบฝึกอบรมของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลให้เอกชนอาจใช้มาตรการนี้เป็นช่องว่างในการลดภาษี โดยไม่เน้นพัฒนาจริง ทั้งยังไม่มีการพูดถึง “มาตรฐาน” ว่าหลักสูตรหรือผลลัพธ์ควรเป็นอย่างไร
.
[ คุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม…กี่โมง?]
.รมว. แรงงานคนใหม่ประกาศว่า จะคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม ครอบคลุมแรงงานนอกระบบจำนวนกว่า 21 ล้านคน จึงขอให้มีการเร่งผลักดันกฎหมายแรงงานยุคใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ
.
ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบถึง 57.3% ของแรงงานทั้งหมด หรือประมาณ 21 ล้านคน กลุ่มนี้มักไม่มีประกันสังคม ไม่มีสหภาพ ไม่มีวันหยุด ไม่มีสวัสดิการใด ๆ แต่นโยบายนี้ยังไม่มีรายละเอียดในเชิงกลไก เช่น จะทำอย่างไรให้แรงงานนอกระบบเข้าเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ม.40 ได้ง่ายขึ้น ประกอบกับ การบังคับใช้กฎหมายแรงงานกับนายจ้างรายย่อยยังอ่อนแอ เช่น สถานประกอบการขนาดเล็กยังหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย หรือสวัสดิการพื้นฐาน
.
นอกจากนี้แม้รัฐมนตรีแรงงานจะไม่ได้พูดถึงอย่างเฉพาะเจาะจง แต่คำว่า “เท่าเทียม” ควรรวมถึงความเท่าเทียมทางเพศด้วย เพราะปัจจุบันแรงงานหญิงเผชิญความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้าง และยังมีกรณีเลือกปฏิบัติในช่วงตั้งครรภ์และลาคลอด การบังคับทำแท้ง การไม่รับผู้หญิงอายุมากเข้าทำงาน แรงงาน LGBTQ+ เผชิญการเลือกปฏิบัติทั้งจากนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน และยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการปกป้อง นอกจากนี้ยังมีการบังคับตรวจเชื้อเอชไอวีเพื่อกีดกันการเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพราะเอชไอวีไม่ติดจากการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงานร่วมกัน
.
อีกด้านหนึ่ง แรงงานพิการ–สูงวัย–ชาติพันธุ์ มักถูกมองว่า “ไม่คุ้มจ้าง” ในระบบทุนนิยม โดยเฉพาะแรงงานอายุ 50 ปีขึ้นไป ดังนั้น “การคุ้มครองแรงงานเท่าเทียม” ต้องรวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานในกลุ่มพิเศษ เช่น สนับสนุนค่าจ้างจากรัฐ หรือให้สิทธิพิเศษด้านภาษีกับนายจ้าง และต้องมีการ ออกแบบงานที่เหมาะสม เช่น งานพาร์ทไทม์ งานยืดหยุ่น งานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง ที่ได้รับการคุ้มครอง
.
[จัดระเบียบคนทำงานข้ามชาติ ยังไม่ก้าวพ้นชาตินิยม]
.พงศ์กวินยังกล่าวถึงการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติในไทย โดยเร่งประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เข้าสู่กระบวนการขออนุญาต หรือผ่อนผันให้ทำงานในประเทศไทย ตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนตามจำนวน และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบทำงาน และการทำงานที่เป็นการแย่งอาชีพคนไทย
.
จากกระแสชาตินิยมที่ผ่านมา มีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนต่อแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวกัมพูชาและเมียนมา และเกิดกระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติไม่ให้มาทำงานในไทย ซึ่งรัฐมนตรีแรงงานยังคงย้ำประเด็นเรื่องความกลัวแรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยอยู่ ขณะที่แรงงานเหล่านี้เข้ามาทำงาน 3 ส. (สกปรก เสี่ยงอันตราย แสนลำบาก) หรือ 3D (Dirty, Dangerous, Difficult) ที่คนไทยไม่ทำ รัฐต้องแน่ใจว่าการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติจะไม่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน จึงต้องติดตามว่าจะมีการเปิดลงทะเบียนแรงงานแบบ One Stop Service ที่ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะทุกวันนี้เหตุผลที่นายจ้างยอมใช้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายส่วนหนึ่งก็เพราะระบบปัจจุบันยุ่งยากล่าช้าด้วยเช่นกัน
.
[ข้อพึงระวัง นโยบาย Learn to Earn]
.รัฐมนตรีแรงงานรายนี้กล่าวว่าเยาวชนช่วงอายุ 15-18 ปี ในปัจจุบันมีความสามารถรอบด้าน จึงต้องส่งเสริมเพื่อนำไปสู่การหารายได้เสริมระหว่างเรียน และยังเป็นการเสริมประสบการณ์ สร้างทักษะ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองที่ชัดเจน อนุญาตให้ทำงานได้ แต่ต้องเป็นการทำงานที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจ และต้องไม่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชน
.
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวยังมีข้อกังวลที่อาจจะเกิดขึ้น คือเยาวชนเหล่านี้เสี่ยงกลายเป็น “แรงงานราคาถูกแฝง” กล่าวคือหากไม่มีมาตรการคุ้มครอง อาจมีนายจ้างบางรายใช้ช่องโหว่นี้จ้างเยาวชนราคาถูกแทนแรงงานปกติ รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างต่ำเกินจริง ทำงานเกินชั่วโมง หรืองานที่ไม่เหมาะสมกับวัย
.
นอกจากนี้แม้รัฐมนตรีจะอ้างว่ามีกฎหมายคุ้มครองที่กำหนดให้เยาวชนสามารถทำงานได้ แต่กฎหมายจำเป็นต้องปรับปรุงให้ชัดเจนขึ้นเพื่อรองรับนโยบายนี้ พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการปกป้องคุ้มครอง เพื่อให้นายจ้าง-โรงเรียน-ครอบครัวมีความกล้าเข้าร่วม และสิ่งที่พึงต้องระลึกไว้เสมอก็คือเด็กในวัยนี้ควรได้เรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้และเปิดโลกกว้าง มิใช่เรียนตามความต้องการของนายทุนเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียว
.
[ไม่ฟังข้อเรียกร้องแรงงานเก็บเบอร์รี่]
.ดูเหมือนว่า รมว. แรงงานคนใหม่นี้จะเริ่มต้นกับพี่น้องขบวนการแรงงานได้ไม่ดีนัก เพราะในวันเดียวกันกลุ่มแรงงานเก็บผลไม้ป่าฟินแลนด์-สวีเดนได้มาชุมนุมใต้ตึกกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้ รมว. ที่เพิ่งรับตำแหน่งลงมารับฟังปัญหาความเดือดร้อนและช่วยเหลือเยียวยาจากการต้องทนทุกข์กับการจ้างงานเก็บเบอร์รี่ไม่เป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่การจ้างงานนี้กระทำผ่านและได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานเอง ทว่า รมว. กลับหนีนัดหมายและออกจากกระทรวงไป ต่อมาเวลา 19.40 น. เมื่อไม่มีตัวแทนกระทรวงแรงงานมาพบ กลุ่มคนงานจึงอ่านแถลงการณ์ประณามรัฐมนตรีพร้อมเหยียบดอกไม้ที่คนงานเตรียมมามอบให้รัฐมนตรีก่อนเดินทางกลับ
.
ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับ “การบ้าน” ที่ผมได้มอบไปยังว่าที่ รมว. กระทรวงแรงงานคนใหม่ก่อนหน้านี้ ทั้งการปฏิรูปประกันสังคม การเยียวยาแรงงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ผลักดันรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 รวมถึงการผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องจับต่อไปว่าจะมีการดำเนินการหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาจาก “สัญญาณ” ที่รัฐมนตรีส่งมาในวันแรก อาจเรียกได้ว่าน่ากังวลอยู่ไม่น้อย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น