สิทธินักโทษคดีการเมืองยังวิกฤต ขอ สส. รับนิรโทษกรรมทั้ง 5 ร่าง
.
ก่อนอื่นผมขอชื่นชมรายงานฉบับดังกล่าวของ กสม. ซึ่งมีความกล้าหาญที่จะรายงานหลายเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม ทั้งนี้เรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้นหลายฝ่ายอาจมองว่ามาจากตะวันตก ไม่ได้มีรากเหง้าจากความเป็นธรรม ผมขอเรียนว่ากรอบสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนที่เกิดเป็นมนุษย์ หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนติดอยู่กับตัวเราไม่ว่าจะชนชาติใด และในวันนี้แม้หลายท่านจะอยู่ในฝ่ายที่ครองอำนาจหรือมองว่าสิทธิมนุษยชนเป็น "กรวดในรองเท้า" ที่คอยรบกวนหรือก่อความวุ่นวาย แต่วันข้างหน้าไม่แน่ว่าท่านอาจอยู่ในฝ่ายที่เสียอำนาจ ถึงวันนั้นจะตระหนักว่าสิทธิมนุษยชนย่อมเป็นเกราะคุ้มกัน
.
ผมได้ยกส่วนหนึ่งของรายงานบางประการที่มีความน่าสนใจมาอภิปรายต่อ ประการแรกเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรายงานอ้างอิงหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์และมีสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกไปต่อสู้คดี ซึ่งสิทธินี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรค 2 ว่า "ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้"
.
แต่ทว่าตัวเลขปี 2568 จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดี 25 คน เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 16 คน ดังนั้นการได้สิทธิประกันตัวย่อมส่งผลต่อหลักความเป็นธรรม เปรียบกับกีฬาคือการเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้แสดงความสามารถให้ถึงที่สุด และผลที่ออกมาจะตัดสินว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่
.
ผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดียังได้รับความยากลำบากในการต่อสู้คดี ฟากหนึ่งก็คือรัฐที่มีสรรพกำลังพร้อมในการต่อสู้คดีผ่านกลไกต่าง ๆ แต่ในฟากของผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลับเผชิญอุปสรรคหลายประการ ต่อให้ศาลพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาการพิจารณาในสภาวะที่อีกฝ่ายถูกทำให้ด้อยศักยภาพลงไม่อาจเป็นหลักประกันถึงความยุติธรรมได้ ซ้ำร้ายการคุมขังระหว่างการพิจารณาคดียังเปรียบเสมือนการลงโทษโดยปริยาย หลายรายจึงเลือกที่จะสารภาพแม้จะไม่ได้กระทำผิด การไม่มีหลักประกันเรื่องความยุติธรรมเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ต้องหารับสารภาพเพราะกระทำผิดจริงหรือต้องการลดโทษ
.
ประการต่อมา คือ ประเด็นการย้ายผู้ต้องขังโดยไม่เป็นธรรม ตามรายงานระบุว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนประเด็นสิทธิฯ ในกระบวนการยุติธรรม 124 เรื่อง มีการกล่าวถึงการย้ายผู้ต้องขังโดยไม่เป็นธรรม โดยหากพิจารณาหากข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนในปี 2568 ระบุว่ามีการย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 17 คน ส่วนใหญ่เป็นคนที่คดียังไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นการทำให้ได้รับความลำบากและไม่ได้พบญาติ
.
ถัดมาคือเรื่องการเสียชีวิตของผู้ต้องคดีมาตรา 112 ในเรือนจำ ซึ่งตามรายงานกล่าวถึงการเสียชีวิตของ เนติพร เสน่ห์สังคม (บุ้ง) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ต้องคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีจากการทำโพลเกี่ยวกับขบวนเสด็จ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อ 14 พฤษภาคม 2567 ซึ่งสอบสวนในคดียังไม่มีการคืบหน้า ผมหวังว่า กสม. จะช่วยติดตามเร่งรัดให้รวดเร็วและเป็นธรรม ได้ข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน
.
อีกประเด็นสำคัญคือการบังคับสูญหาย ซึ่งนอกจากคุณพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ตามรายงานยังกล่าวถึงผู้ถูกบังคับสูญหายชาวไทย 3 คนในต่างประเทศ ได้แก่ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (ภูชนะ) และสยาม ธีรวุฒิ ซึ่งลี้ภัยไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนามตามลำดับ และยังมีอีก 6 คนที่ไม่เอ่ยชื่อซึ่งลี้ภัยไปด้วยคดีประเภทเดียวกันและถูกบังคับสูญหายเช่นกัน ซึ่งนอกจากชัชชาญที่พบศพแล้วคดีของผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ อีก 8 คนไม่มีความคืบหน้าเลย
.
วันเฉลิมยังเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับเคลียง ฮวด ผู้ซึ่งเป็นล่ามที่ปรากฏในคลิปเสียงที่สมเด็จฮุน เซนปล่อย นอกจากนี้ยังปรากฎภาพเคลียง ฮวดที่ถ่ายภาพคู่กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรรวมถึงวันเฉลิม นี่จึงเป็นร่องรอยที่อาจสามารถสืบสาวได้ว่าวันเฉลิมเสียชีวิตแล้วหรือไม่
.
ท้ายที่สุด ในวันพรุ่งนี้ (16 กรกฎาคม 2568) สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง พรบ. นิรโทษกรรม 5 ร่าง ซึ่งมีข้อถกเถียงสำคัญคือการนิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 ที่ผมเห็นว่าเป็นคดีทางการเมือง เพราะผู้ถูกฟ้องร้องในคดีโดยมากไม่ได้มีเจตนาก่ออาชญากรรมอย่างเช่นอาชญากร หากแต่เป็นการแสดงออกต่ออำนาจหรือองคาพยพของรัฐในมุมที่เขาเข้าใจในช่วงเวลาและสถานการณ์นั้น รวมถึงเป็นมาตราที่ "เลือกใช้" หรือไม่ใช้ก็ได้ จากการที่ คสช. เคยกำหนดให้รวมคดีนี้เป็นคดีการเมืองที่ต้องขึ้นศาลทหาร ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรียังเคยยืนยันว่าจะไม่ใช้มาตรานี้ดำเนินคดีการเมือง แต่กลับใช้มาตรานี้อีกครั้งในปีเดียวกันจนสุดท้ายมีผู้ถูกดำเนินคดีและคุมขังตามมาตรา 112 จำนวนมาก
.
ย้อนไปในอดีตยังเคยมีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 มาแล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็เคยออกกฎหมายนิรโทษในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่รวมจำเลยคดีมาตรา 112 ด้วย นอกจากนี้ในปี 2532 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำการอันเป็นความผิดแก่ความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532 โดยให้ถือว่าการกระทำดังนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 ได้รับการนิรโทษกรรม
.
ในเมื่อมีร่างที่มีแนวโน้มว่าจะผ่านการพิจารณาโดยสภาผู้แทนฯ ที่จะนิรโทษกรรมข้อหากบฏ ที่โทษประหารชีวิต หรือนิรโทษคดีก่อการร้าย มาตรา 116 มั่วสุมก่อความวุ่นวาย บุกรุก อั้งยี่ซ่องโจร ของกลุ่มที่ขัดขวางการเลือกตั้งได้แล้ว ผมเห็นว่ามาตรา 112 ก็ควรได้รับการพิจารณา อย่างน้อยสภาผู้แทนฯ ควรรับหลักการทั้ง 5 ร่าง รวมถึงร่างของภาคประชาชน
.
หรืออย่างน้อยที่สุด ผู้กระทำความผิดจำนวนมากที่ทำผิดขณะอายุไม่เกิน 18 ปี ควรเมตตาให้โอกาสนิรโทษกรรมเขาเหล่านั้น เพื่อแสดงออกว่าเราอยู่ใน "บ้าน" หลังเดียวกัน การให้อภัยกันเพื่อเปิดประตูบ้านต้อนรับ ไม่ใช่ประตูห้องขัง ให้เยาวชนเหล่านั้นได้เติบโตเพราะทุกคนมีโอกาสก้าวพลาดและกลับตัว และระหว่างนี้ผมหวังว่าผู้มีอำนาจหรือ กสม. จะพิจารณาข้อเสนอ "การอำนวยความยุติธรรมโดยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน" ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการและศาล ตามรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พรบ. นิรโทษกรรม ของ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พรบ. นิรโทษกรรม สภาผู้แทนฯ ที่สภาผู้แทนฯ รับทราบไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาด้วย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น