ขอวุฒิสภายึดหลักการ ย้ำหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์-ความโปร่งใส
จากกรณีเมื่อวานนี้ (21 กรกฎาคม 2568) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบกับญัตติของผม เรื่อง ขอให้ชะลอการพิจารณาเรื่องด่วนตามระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เรื่องด่วนที่ 1 ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเรื่องด่วนที่ 2 ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จนกว่ามีคำตัดสินในคดีที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องขณะนี้
.
ผมได้ใช้โอกาสการประชุมวุฒิสภาวันนี้ (22 กรกฎาคม 2568) ในวาระให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเน้นย้ำจุดยืนต่อญัตติดังกล่าว โดยผมเคารพต่อมติของวุฒิสภา แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักคือหลักของความเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำตัดสิน เพราะการตัดสินผิดและการลงโทษก่อนจะมีคำตัดสินเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ดังนั้นผมขอเรียกร้องความเป็นธรรมต่อสื่อและสังคมว่ายังไม่ควรฟันธงว่า สว. ผู้ถูกกล่าวหาผิด ขณะเดียวกัน พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 ไม่ได้ระบุให้การปรึกษาหารือกันเป็นความผิดตราบเท่าที่ไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง ไม่มีการข่มขู่คุกคามหรือการหลอกลวง
.
อีกประการหนึ่งคือการให้องค์กรที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาดำเนินการตรงนี้ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะหากเราเชื่อในหลักประชาธิปไตยและหลักแบ่งแยกอำนาจ การที่นำองค์กรที่อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงยุติธรรมมานำหน้ากึ่งบังคับให้องค์กรอื่นดำเนินการตามนั้นเป็นเรื่องที่เข้าข่ายการแทรกแซง ซึ่งการปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาสะท้อนว่าเราต้องการแยกอำนาจการตรวจสอบการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ในมือองค์กรอิสระอย่าง กตต. ผมคิดว่าหลักการนี้ผู้ที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยควรยึดถือไว้ และในอนาคตไม่แน่ว่าฝ่ายที่กำลังสะใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้อาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้างก็ได้ และในอนาคตการตรวจสอบการได้มาซึ่งผู้ดำรงดำแหน่งทางการเมืองอาจต้องเปลี่ยนทิศทางไปอยู่ในมือ DSI ไม่จำเป็นต้องพึ่ง กกต.
.
แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้ สว. ผู้ถูกกล่าวหาจะยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หากแต่กระบวนการที่ดำเนินอยู่นี้เป็นกระบวนการพิเศษ ผมไม่ได้ปฏิเสธขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สว. ในการใช้อำนาจด้านอื่น แต่ในการแต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญนั้น ข้อเท็จจริงมี สว. 92 ท่าน เป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีขอให้ถอดถอนทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงอาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์
.
หลักการนี้เคยมี สว. ปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาแล้ว คือ สว. 13 ท่าน ที่ลาออกจาก กมธ. ตรวจสอบประวัติ ป.ป.ช. เมื่อ 8 เมษายน ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากทั้ง 13 ท่าน เป็นผู้ร้องในคดีที่ร้องต่อ ป.ป.ช. กรณีอธิบดี DSI และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.
นอกจากนี้ยังมี กมธ. ที่ตัดสินใจลาออกเพิ่มเติมคือ สว. วราวุธ ตีระนันน์ ลาออกจาก กมธ. สอบประวัติฯ กกต. โดยให้เหตุผลในการลาออกว่า “เพื่อเป็นการป้องกันประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างการปฏฺิบัติหน้าที่และเพื่อการคงไว้ของความโปร่งใสในกระบวนการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ” และ สว. วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี กมธ. สอบประวัติฯ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งลาออกโดยให้เหตุผลว่า “เพื่อการคงไว้ของความโปร่งใสในกระบวนการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ”
.
ผมยืนยันว่าขอให้ที่ประชุมวุฒิสภายืนหลักหลักการของ สว. ทั้ง 15 ท่านที่กล่าวมาข้างต้น ที่ยกเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์และความโปร่งใสมาพิจารณาในการให้ความเห็นชอบบุคคลมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระที่ สว. เกินกว่าครึ่งสภาฯ กำลังมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในขณะนี้ด้วย
.
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ววุฒิสภาก็ยังคงเดินหน้าต่อ โดยเห็นชอบให้สราวุธ ทรงศิวิไลให้ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ดำรงตำแหน่ง กกต. ในวันนี้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น