ดันลาคลอด 180 วัน คุ้มครองสิทธิแรงงาน เพื่อคุณภาพชีวิตแม่และเด็ก



เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ผมร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว โดยผมแสดงจุดยืน “รับหลักการ” เรื่องของการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะสิทธิการลาคลอดเพิ่มคุ้มครองแรงงานจาก 98 วันเป็น 120 วัน รวมทั้งการขยายสิทธิการคุ้มครอง ที่เพิ่มการคุ้มครองพนักงานจ้างเหมาบริการในองค์กรรัฐและวิสาหกิจ องค์กรสาธารณะประโยชน์ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง อีกประการคือขยายสิทธิของคู่สมรสในการช่วยกรณีคู่สมรสคลอดบุตร 15 วัน อีกประเด็นคือสามารถขยายการลาได้กรณีที่บุตรมีภาวะป่วยหรือพิการ และเรื่องหลักการที่ฝ่ายนายจ้างต้องจ่ายในช่วงเวลาของการลาคลอด 50% ของจำนวนเต็มทั้งหมดหรือไม่เกิน 60 วัน
.
หากย้อนไปพิจารณาการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการสิทธิลาคลอด แน่นอนหลายท่านเป็น ”แรงงานปกขาว” หรือพนักงานออฟฟิศ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ที่มาที่ไปว่าการได้มาซึ่งสิทธิการลาคลอด 90 วันที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2530 จากกลุ่มแรงงานหญิงที่เป็น “แรงงานปกน้ำเงิน” ในแรงงานอุตสาหกรรมเข้มข้น รณรงค์เรียกร้องตั้งแต่ปี 2533 จนกระทั่งได้ในปี 2536 สิ่งเหล่านี้เป็นการปูทางการเรียกร้องของแรงงานที่ทำงานเข้มข้นที่สุดและถูกกดขี่มากที่สุด แต่ว่าผลพวงถูกส่งไปยังพนักงานออฟฟิศด้วยเช่นกัน
.
หลายคนอาจอาจะรู้สึกว่าเพราะเหตุใดแรงงานโรงงานต่าง ๆ จึงออกมาชุมนุมเรียกร้องร้องสวัสดิการบ่อยครั้ง ทำไมในวันสตรีสากลและวันแรงงาน จะต้องออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว นั่นก็เพราะสิ่งที่แรงงานเหล่านี้เคลื่อนไหวนั้น พนักงานออฟฟิศก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงควรเป็นเรื่องของความสมานฉันท์หรือ “ภราดรภาพ” หรือรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกันของชนชั้นแรงงานทั้งมวล นี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วย แน่นอนว่าหลักการเพิ่มจาก 30 ปีที่ผ่านมา โดยผลที่ได้ให้เพิ่มเป็นจำนวนจาก 120 วัน แม้จะมีข้อเรียกร้องให้ได้ที่ 180 วัน แต่ว่าผ่านร่างฝั่ง สส. ที่ 120 วัน ก็ต้องมาพูดกันว่า 120 วันเพียงพอหรือเปล่า
.
เบื้องต้นในการประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ข้อมูลว่า 180 วันเป็นตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพของแม่ สุขภาพของลูก สุขภาพของครอบครัว และที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพชีวิตของพวกเขาหลังจากนั้น การได้กินนมแม่คือการส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต นอกจากนี้หากมองในแง่ของภาระงบประมาณในอนาคตที่จะต้องดูแลคุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ ถ้าเขาแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาระงบประมาณก็ย่อมน้อยลง ดังนั้น 180 วัน นอกจากจะเป็นการการันตีเรื่องของสิทธิในการลาแล้ว ยังเป็นเรื่องของการที่จะได้มีคุณภาพที่ดีทั้งแม่และลูก
.
ยิ่งไปกว่านั้นไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ มีการคำนวณตัวเลขจากนักวิชาการว่าอีก 70 ปีประชากรเราจะลดลง 50% เหลือ 30 ล้านคน ซึ่งวิกฤตนี้จะเป็นวิกฤตที่สืบเนื่องไป ดังนั้นภาระต่าง ๆ ในวัยทำงานจะไม่มีความสมดุล เพราะไม่มีแรงงานที่จะมาต่อยอดหรือแรงงานทดแทน สิทธิลาคลอดที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นการแก้ไขปัญหาโจทย์วิกฤตประชากรเนื่องจากจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคลอดบุตรมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นที่สุดแล้วเราต้องส่งเสริม 3 ด้าน ด้านหนึ่งคือคุ้มครองสิทธิแรงงาน ด้านหนึ่งคุ้มครองสิทธิสุขภาพของแม่และเด็ก อีกด้านหนึ่งก็คือแก้ปัญหาเรื่องประชากร
.
ดังนั้นการเพิ่มสิทธิลาคลอด 180 วันจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ และสอดคล้องกับเป้าหมายของหลายองค์กรสุขภาพ โดยสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 16 ก็มีความคิดเรื่องการเพิ่มวันลาคลอดให้กับสตรีไห้ถึง 6 เดือนหรือ 180 วันเช่นเดียวกัน ด้านกรมอนามัยก็มีการวางแผนขยับผลักดันสิทธิการลาคลอดให้กับแม่ไปถึง 180 วัน ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นฉันทามติว่าสิทธิลาคลอดต้องเป็น 180 วัน ผมจึงมองว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปฏิเสธหลักการนี้เพราะ 120 วันไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป
.
ท้ายที่สุดเรื่องของการขยายการคุ้มครองไปสู่การจ้างงานของลูกจ้าง ซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐในรูปแบบต่างๆ ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนและลดภาระ หากแต่การคุ้มครองที่ได้กลับไม่ได้คุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับภาคเอกชนหรือแรงงานคนหนึ่งคนควรจะได้รับ ผมจึงต้องการเสนอว่าควรคุ้มครองพนักงานของรัฐในทุก ๆ รูปแบบอย่างครอบคลุม เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาค ให้หลักประกันการดำรงชีวิตของเขา อย่างน้อยขั้นต่ำที่สุดคือตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ และไม่ควรต่ำกว่านั้น




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?