คนสุขภาพไม่ใช่ "มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง" ถึงเวลาปลดล็อกวิกฤตก่อนสายเกินไป

ทีมงาน

ในภาพยนตร์เรื่อง Mickey 17 โดยผู้กำกับรางวัลออสการ์ "บงจุงโฮ" เล่าเรื่องราวของ "มิกกี้" มนุษย์ชายขอบที่ต้องไปรับหน้าที่ "มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง" บนห้วงอวกาศ คอยทำงานหนัก งานเสี่ยงตายที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีใครทำ เมื่อตายไปก็พริ๊นต์ออกมาใช้งานใหม่ไม่รู้จบ.

สถานการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าไม่ต่างจากวงเวียนชีวิตของมิกกี้ ซึ่งทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านกิจกรรมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ SLDC บ้านเซเวียร์ มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ปลดล็อควิกฤติกำลังคนสุขภาพ” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ ฝ่ายการเมือง และภาคประชาชน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อค้นหาทางออกจากวิกฤตเรื้อรังในระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นปัญหาด้านกำลังคน การกระจายทรัพยากร การบริหารงานบุคลากร และความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
.

[ รัฐผลิตแพทย์เพิ่ม แต่ระบบกลับผลักดันให้ออก ]

.
กัลยพัชร รจิตโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีด้วยข้อสังเกตสำคัญว่า การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ของภาครัฐยังคงวนเวียนอยู่กับการเพิ่มปริมาณการผลิตแพทย์โดยไม่ใส่ใจบริบทการทำงานจริง ปัจจุบันมีแพทย์ พยาบาล และอาจารย์แพทย์จำนวนมากที่ตัดสินใจลาออกจากระบบราชการ ไปทำงานในภาคเอกชนหรือประกอบอาชีพอื่น เนื่องจากระบบราชการไม่ได้จัดสวัสดิการที่เหมาะสม ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป และขาดความก้าวหน้าในวิชาชีพ
.
ขณะที่ นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ว่าแพทย์ในระบบกลายเป็น “แพทย์ใช้แล้วทิ้ง” ที่ขาดความสัมพันธ์และการดูแลจากองค์กร โรงเรียนแพทย์เน้นผลิตบุคลากรที่มีความเป็นเลิศแต่ขาดการฝึกฝนการแพทย์พื้นฐาน ส่งผลให้เมื่อแพทย์ต้องลงพื้นที่จริงที่ขาดแคลนทรัพยากรกลับเกิดความไม่มั่นใจและเลือกลาออกในที่สุด
.
ด้าน พญ.ชลทิพย์ ธีระชาติสกุล จากสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน เสริมว่าโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) แม้มีเจตนาดี แต่กลับถูกใช้สิทธิอย่างบิดเบือน เช่น เด็กที่ไม่มีความผูกพันกับท้องถิ่นแค่เก็บทะเบียนบ้านเพื่อเข้าโครงการ ส่วนคนที่มาจากพื้นที่จริงกลับสอบแข่งขันไม่ได้เพราะระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม
.
พญ.ชลทิพย์ยังได้เสนอแนวคิดใหม่ในการคัดเลือกนักศึกษาแพทย์ โดยไม่มองแค่ผลสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่ควรเสริมภาษาอังกฤษและทักษะทางสังคมที่ช่วยให้นักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนแพทย์ได้สำเร็จ เพราะตำราแพทย์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และแพทย์ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากมาย พร้อมระบุว่าแพทย์ทั่วไปยังได้รับค่าตอบแทนน้อยมากแม้ต้องทำงานหนักเท่ากับแพทย์เฉพาะทาง
.
สุวิมล นัมคณิสรณ์ จาก Nurses Connect เปิดเผยข้อมูลว่า พยาบาลไทยจำนวนมากลาออกภายใน 1-2 ปีหลังเรียนจบ เพราะทำงานหนักเกินมาตรฐาน บางคนทำสูงสุดถึง 120 ชม./สัปดาห์ แต่กลับได้รับค่าตอบแทนต่ำ โดยมีผู้ฟังเสริมว่าพยาบาลไม่มีความมั่นคงทางอาชีพหรือความปลอดภัยในการทำงาน เช่น ต้องเข้าเวรดึกโดยไม่มีที่พักจึงเสี่ยงภัยในการกลับบ้าน และเสี่ยงต่อโรคจากการทำงาน เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจากการต้องพลิกตัวผู้ป่วยที่หนักกว่าตนเอง
.

[ ความเหลื่อมล้ำในระบบ และความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม ]

.
จากการอภิปรายของผู้ร่วมเสวนาหลายคน ปัญหาหลักที่สะท้อนออกมา คือ ความไม่สมดุลระหว่างภาระงานกับค่าตอบแทน บุคลากรทำงานวันละมากกว่า 12 ชั่วโมง โดยเฉพาะพยาบาลบางคนมีชั่วโมงทำงานสูงถึง 100–120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และดูแลผู้ป่วยมากกว่ามาตรฐานสากล
.
นอกจากนี้ ระบบยังไม่ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเพียงพอ เช่น ไม่สามารถลาคลอดได้ครบ 90 วัน การล่วงเวลาที่ไม่จ่ายค่าตอบแทน การที่พยาบาลต้องเขียนรายงานเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง และการไม่มีระบบดูแลสุขภาพจิตบุคลากร ทั้งที่หลายคนอยู่ในภาวะใกล้หมดไฟหรือต้องเสี่ยงเจ็บป่วยจากงาน
.
เสียงจากผู้ฟังบางคนยืนยันว่า “ไม่มีใครออกแบบระบบโดยเอาความเป็นมนุษย์ของแพทย์และพยาบาลเป็นศูนย์กลาง” บุคลากรหลายคนเข้ามาด้วยอุดมการณ์แต่ก็ต้องถอยออกเพราะไม่สามารถเลี้ยงชีพหรือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครอบครัวได้
.

[ โรงพยาบาลรัฐกลายเป็นถังขยะของระบบสุขภาพ ]

.
มีการเปรียบเปรยว่าโรงพยาบาลรัฐกลายเป็น “ถังขยะ” ของระบบ คือ รับผู้ป่วยที่เหลือมาจากภาคเอกชนหรือส่งต่อมาจากพื้นที่อื่น ๆ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปแม้จะเป็นเทวดาของชาวบ้านก็กลับกลายเป็นถังขยะของโรงพยาบาลอีกทีหนึ่ง โดยที่ภาครัฐไม่มีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายหรือควบคุมแรงงานบุคลากรอย่างเป็นธรรม แพทย์และพยาบาลต้องทำงานหนักและเสี่ยงภัยโดยได้ค่าตอบแทนไม่เป็นคุ้มค่า เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่เวรเปลที่ได้เงินเดือนเพียง 7,500 บาท ทั้ง ๆ ที่ต้องคอยเข็นเปลและปั๊มหัวใจให้ผู้ป่วย หากขาดไปแล้วแพทย์ย่อมทำงานไม่ได้
.

[กระจายอำนาจต้องมีทั้งงบประมาณและอำนาจจริง]

.
อัครพล ทองพูน จาก อบจ. ลำพูน ได้ถอดบทเรียนจากการถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขไปยังท้องถิ่น แต่พบปัญหาว่าการถ่ายโอนนั้น “ไม่มีงบ ไม่มีคน และไม่มีอำนาจ” การถ่ายโอนจึงกลายเป็นภาระ ไม่สามารถดึงบุคลากรมาทำงานในพื้นที่ได้เพราะติดเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น รับโอนได้แค่แพทย์ระดับชำนาญการหรือมีเงื่อนไขกรอบอัตรากำลังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งนี้ การสร้างบริการสุขภาพปฐมภูมินอกโรงพยาบาล เช่น คลินิกชุมชน การแพทย์ทางไกล (telemedicine) หรือการมีแพทย์เวชปฏิบัติประจำศูนย์สุขภาพ อาจช่วยลดภาระในโรงพยาบาลได้ แต่ต้องมีการปลดล็อกระเบียบและพัฒนาแนวคิดการจ้างงานใหม่ให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์มากขึ้น

[ สหภาพแรงงานสุขภาพ: เสียงใหม่แห่งการต่อรอง ]

.
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างมาก คือ การจัดตั้ง “สหภาพแรงงานสุขภาพ” เพื่อให้บุคลากรมีพื้นที่รวมตัว เจรจาต่อรอง และผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นระบบ
.
พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ระบุว่า พนักงานของกระทรวงสาธารณสุขจำนวนมากถูกจ้างงานอย่างไม่เท่าเทียม บางคนได้ค่าจ้างเพียง 5,000 บาทต่อเดือน และยังไม่มีการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน การมีสหภาพแรงงานจะช่วยให้บุคลากรต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องประท้วงแบบรุนแรง แต่เป็นกลไกเพื่อ “พูด คิด และวางแผนร่วมกัน”
.
นพ.ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน กล่าวว่า สหภาพไม่ใช่เพียงกลุ่มนักเคลื่อนไหว แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีในระบบ และควรขยายออกไปให้ครอบคลุมทั้งพยาบาล นักกายภาพ นักจิตวิทยา รวมถึงบุคลากรสายสนับสนุน เช่น เวรเปล ซึ่งอยู่ในระบบอย่างเปราะบางที่สุด
.
นพ.บุญชัย กิจสนาโยธิน จากสำนักพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย (สมสท.) และ นพ.ฑิณกร โนรี จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังเสนอให้มีการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถติดตามกำลังคนด้านสุขภาพได้ทั่วประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างกรรมการบริหารกำลังคนแห่งชาติให้มีอำนาจจริง ไม่ใช่แค่กรรมการที่ปรึกษาอย่างปัจจุบัน
.
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ตั้งโรงเรียนแพทย์เฉพาะทางเพื่อผลิตบุคลากรไปยังโรงพยาบาลสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยตรง และเปลี่ยนระบบราชการให้เปิดกว้างต่อการออกแบบใหม่ในเรื่องค่าตอบแทน การประเมินผล และการบรรจุเข้ารับราชการ
.

[ ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ในระบบสุขภาพ ]

.
ขณะที่ ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) ได้เสนอแนวคิดที่แตกต่างจากการพูดเรื่องโครงสร้างและตัวเลข เขาย้ำว่า "ก่อนจะแก้ปัญหาด้านกำลังคนสุขภาพ เราต้องเริ่มจากการฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ในระบบก่อน"
.
วิรุฬชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมขององค์กรทางการแพทย์ในไทยนั้นได้รับอิทธิพลจากระบบการแพทย์แบบตะวันตกหลังปี 1910 ซึ่งมีรายงานของเฟล็กซ์เนอร์ (Flexner Report) เสนอให้ใช้เวชปฏิบัติที่อิงหลักฐาน (evidence-based medicine) เป็นหลัก ซึ่งแม้จะช่วยยกระดับวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ก็ส่งผลข้างเคียงให้แพทย์กลายเป็น “เครื่องมือที่แม่นยำ” มากกว่าจะเป็น “มนุษย์ที่ดูแลมนุษย์ด้วยกัน”
.
ระบบการเรียนแพทย์จึงเต็มไปด้วยการท่องจำ ความกดดันจากอาจารย์ และการลดทอนความเห็นอกเห็นใจ จนเกิดเป็นวงจรความรุนแรงทางวัฒนธรรม เช่น อาจารย์แพทย์ดูหมิ่นนักศึกษา แพทย์ฝึกหัดก็ไปตะคอกใส่คนไข้ต่อ ผู้เรียนแพทย์ที่เคยมีความเมตตากลับค่อย ๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อยในกระบวนการอบรม
.
เขาชี้ว่าความเป็นมนุษย์ในทางการแพทย์นั้นไม่ใช่ “soft skill” ที่สอนผ่าน workshop ได้ แต่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องถูกเปลี่ยนตั้งแต่ระดับโครงสร้างจนถึงความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน เช่น ความกล้าที่จะพูด ความปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น และความสัมพันธ์แบบพี่น้องในทีมแพทย์

[ บุคลากรสุขภาพเป็นคน ไม่ใช่แค่ “แรงงาน” ]

.
เสียงสะท้อนจากแพทย์และพยาบาลหลายคนย้ำชัดว่า พวกเขาถูกคาดหวังให้ "เสียสละ" โดยไม่มีสิทธิความมั่นคง ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ถูกผลักภาระให้ทำงานเกินชั่วโมง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐที่คนไข้ล้นเกิน แต่ไม่มีบุคลากรเพียงพอ
.
คำถามที่ถูกตั้งในเวที คือ "ถ้าเราไม่ยอมให้คนขับเครื่องบินบินโดยไม่ได้นอนมา 48 ชั่วโมง แล้วเราจะยอมให้แพทย์ที่ไม่ได้นอน 48 ชั่วโมงรักษาเราได้อย่างไร?"
.
ความเป็นมนุษย์ของบุคลากรคือการมีชีวิตที่มีคุณค่า มีเวลาพักผ่อน มีครอบครัว มีโอกาสพัฒนา ไม่ใช่เครื่องจักรที่ต้อง “อยู่เวร” เพราะเงินเดือนหลักไม่พอ ต้องซื้อเวรเพิ่ม ต้องขึ้นเวรดึกโดยไม่มีระบบรองรับความปลอดภัย ต้องเสี่ยงโรคจากงาน และต้องลาออกเพราะ “ทนไม่ไหว” แล้วทุกคนก็แค่บอกว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อดทน”
.
แม้การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่คุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการนั้นสำคัญไม่แพ้กัน
.
หนึ่งในผู้ร่วมเสวนากล่าวว่าตนมาเป็นแพทย์เพราะเรียนเก่ง แต่เมื่อได้เห็นผู้ป่วยที่ถูก “ยื้อชีวิต” โดยไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ความเข้าใจของตนต่อวิชาชีพแพทย์ก็เปลี่ยนไป เขาสนใจการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ซึ่งให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ในวาระสุดท้ายของชีวิต
.
ดร.วิรุฬเสนอว่า “เรามักพูดว่าคนไข้ต้องเป็นศูนย์กลาง แต่ถ้าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้รับการดูแลในฐานะมนุษย์ เขาจะดูแลใครได้?” เราจึงต้องมีระบบที่ให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการเช่นเดียวกับผู้รับบริการ และต้องฟื้นความเป็นมนุษย์ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน
.
เวทีเสวนายังมีการเสนอว่า ต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในโรงพยาบาลและองค์กรแพทย์ ที่ให้บุคลากรสามารถพูดถึงปัญหา แสดงความเห็น และถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ เพราะปัจจุบันแพทย์และพยาบาลไม่มีพื้นที่สนทนาอย่างจริงจังในระบบราชการ
.
แนวคิดสหภาพแรงงานจึงไม่ใช่เพียงการต่อรองผลประโยชน์ แต่คือการสร้างพื้นที่แห่งความหวัง ความร่วมมือ และการรับฟังซึ่งกันและกัน เป็น “การคืนความเป็นมนุษย์” ผ่านโครงสร้างที่เท่าเทียมและไว้วางใจได้



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?