ย้อนประวัติศาสตร์ 'นิรโทษกรรม' เคยรวม 112-กบฎ-คอมมิวนิสต์
ในวันพรุ่งนี้ (9 กรกฎาคม 2568) สภาผู้แทนราษฎรได้มีการบรรจุวาระการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมประชาชน โดยเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยพรรคก้าวไกล (เดิม) ร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ ร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (เดิม)
.
ล่าสุดอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ในการประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ประชุมมีมติรับร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พรบ. นิรโทษกรรมที่เสนอโดยนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส. ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างของนายปรีดา บุญเพลิง อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (ปัจจุบันย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรม) ทั้ง 2 ร่างมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปรองดองแก่ผู้มีมูลเหตุความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่รวมคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนร่าง พรบ. อีก 2 ฉบับคือ ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลที่กระทำความผิดอันเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของนายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และร่าง พรบ. นิรโทษกรรมประชาชนของภาคประชาชนนั้น วิปรัฐบาลมีมติไม่รับ 2 ร่างดังกล่าวเนื่องจากมีการนิรโทษกรรมคดีเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 กรกฎาคมนี้จะเลื่อนร่าง พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทั้งหมดขึ้นมาพิจารณาก่อน
.
ข้อมูลจาก iLaw ชี้ว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเคยออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมเหตุการณ์ทางการเมืองแล้วอย่างน้อย 23 ครั้ง ในจำนวนนั้น 11 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมแก่บรรดาคณะรัฐประหารที่เข้ามายึดอำนาจ และการนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารสองครั้งล่าสุด คือ การนิรโทษกรรมแก่การรัฐประหาร 2549 และ 2557 ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้พยายามทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จจึงกลายเป็น “กบฏ” ก็ได้รับนิรโทษกรรมจากกฎหมายกว่าหกฉบับ ซึ่งความผิดนี้อยู่ในกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 มาก คือ ถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
.
นอกจากนี้ยังมีการนิรโทษกรรมที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ 3 ครั้ง คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 โดยกฎหมายจะกำหนดขอบเขตด้านเวลาว่าหากกระทำสืบเนื่องจากการชุมนุมภายในวันใดบ้างจึงจะถูกนิรโทษกรรม แต่ไม่มีขอบเขตด้านฐานความผิด กล่าวคือ กำหนดไว้อย่างกว้างว่าหากการกระทำของบุคคลผิดกฎหมายใด ให้ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งยังทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชนก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีเอาผิดด้วย
.
ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ฐานความผิด ตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมระบุว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดมาตรา 112 ทั้งแบบมีและไม่มีเงื่อนไข และยังมีคณะกรรมาธิการอย่างน้อยสองคน คือ ชัยธวัช ตุลาธนและหม่อมหลวงศุภกิตติ์ จรูญโรจน์ ที่กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีในมาตรา 112 และคดีที่อัตราโทษสูงกว่าในอดีต โดยทั้งสองกล่าวถึงกฎหมายเดียวกัน คือ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดที่ถูกคุมขังตามคดีหมายเลขดำที่ 253ก/2520 ของศาลทหารกรุงเทพ และคดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาลอาญา
.
โดยคดีหมายเลขดำที่ 253ก/2520 ศาลทหารกรุงเทพฟ้อง สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) กับพวก รวม 18 คน ในหลายข้อหา ทั้งความผิดต่อองค์รัชทายาท (ในขณะนั้น) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดฐานสะสมอาวุธ ซ่องสุมกำลังคนตามมาตรา 114 รวมถึงความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามผู้อื่นตามมาตรา 288 มีอัตราโทษอยู่ที่ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี ซึ่งสูงกว่ามาตรา 112 เมื่อ พรบ. นิรโทษกรรมฯ ประกาศใช้แล้วส่งผลให้ศาลทหารปล่อยตัวสุธรรมและพวก รวมถึงบุญชาติ เสถียรธรรมมณี จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาลอาญา ซึ่งมีข้อหามาตรา 112 ด้วย
.
นอกจากการนิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง อีกกรณีสำคัญที่มีการนิรโทษกรรมให้กับคดีความผิดอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 คือ ข้อหา "คอมมิวนิสต์" โดยภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นิสิตนักศึกษาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จับปืนต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งหลังจาก “ป่าแตก” และภัยคอมมิวนิสต์ลดลงแล้ว ในปี 2532 ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำการอันเป็นความผิดแก่ความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532 โดยให้ถือว่าการกระทำดังนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 ได้รับการนิรโทษกรรม
.
(1) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (เช่น ความผิดฐานเป็นกบฏ ตามมาตรา 113 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต)
.
(2) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุด คือ 5-10 ปี
.
(3) กระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับความผิด (1) หรือ (2) ที่ไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
.
จึงอาจนับได้ว่า กลุ่มนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมกับ พคท. หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการนิรโทษกรรมในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วย และหลายคนยังกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของประเทศในปัจจุบัน เช่น ภูมิธรรม เวชชยะชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสุธรรม แสงประทุม สส. พรรคเพื่อไทย
.
ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าเรามีบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่าเคยมีการนิรโทษกรรมในคดี ม.112 และที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาแล้ว จึงไม่ผิดอะไรหากสภาฯ จะนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมคดีเหล่านี้เข้าพิจารณาอีกครั้งเพื่อความเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่ม
.
อ้างอิง
.
.
ล่าสุดอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ในการประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ประชุมมีมติรับร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พรบ. นิรโทษกรรมที่เสนอโดยนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส. ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างของนายปรีดา บุญเพลิง อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (ปัจจุบันย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรม) ทั้ง 2 ร่างมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปรองดองแก่ผู้มีมูลเหตุความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่รวมคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนร่าง พรบ. อีก 2 ฉบับคือ ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลที่กระทำความผิดอันเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของนายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และร่าง พรบ. นิรโทษกรรมประชาชนของภาคประชาชนนั้น วิปรัฐบาลมีมติไม่รับ 2 ร่างดังกล่าวเนื่องจากมีการนิรโทษกรรมคดีเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 กรกฎาคมนี้จะเลื่อนร่าง พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทั้งหมดขึ้นมาพิจารณาก่อน
.
ข้อมูลจาก iLaw ชี้ว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเคยออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมเหตุการณ์ทางการเมืองแล้วอย่างน้อย 23 ครั้ง ในจำนวนนั้น 11 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมแก่บรรดาคณะรัฐประหารที่เข้ามายึดอำนาจ และการนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารสองครั้งล่าสุด คือ การนิรโทษกรรมแก่การรัฐประหาร 2549 และ 2557 ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้พยายามทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จจึงกลายเป็น “กบฏ” ก็ได้รับนิรโทษกรรมจากกฎหมายกว่าหกฉบับ ซึ่งความผิดนี้อยู่ในกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 มาก คือ ถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
.
นอกจากนี้ยังมีการนิรโทษกรรมที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ 3 ครั้ง คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 โดยกฎหมายจะกำหนดขอบเขตด้านเวลาว่าหากกระทำสืบเนื่องจากการชุมนุมภายในวันใดบ้างจึงจะถูกนิรโทษกรรม แต่ไม่มีขอบเขตด้านฐานความผิด กล่าวคือ กำหนดไว้อย่างกว้างว่าหากการกระทำของบุคคลผิดกฎหมายใด ให้ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งยังทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชนก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีเอาผิดด้วย
.
ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ฐานความผิด ตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมระบุว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดมาตรา 112 ทั้งแบบมีและไม่มีเงื่อนไข และยังมีคณะกรรมาธิการอย่างน้อยสองคน คือ ชัยธวัช ตุลาธนและหม่อมหลวงศุภกิตติ์ จรูญโรจน์ ที่กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีในมาตรา 112 และคดีที่อัตราโทษสูงกว่าในอดีต โดยทั้งสองกล่าวถึงกฎหมายเดียวกัน คือ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดที่ถูกคุมขังตามคดีหมายเลขดำที่ 253ก/2520 ของศาลทหารกรุงเทพ และคดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาลอาญา
.
โดยคดีหมายเลขดำที่ 253ก/2520 ศาลทหารกรุงเทพฟ้อง สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) กับพวก รวม 18 คน ในหลายข้อหา ทั้งความผิดต่อองค์รัชทายาท (ในขณะนั้น) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดฐานสะสมอาวุธ ซ่องสุมกำลังคนตามมาตรา 114 รวมถึงความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามผู้อื่นตามมาตรา 288 มีอัตราโทษอยู่ที่ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี ซึ่งสูงกว่ามาตรา 112 เมื่อ พรบ. นิรโทษกรรมฯ ประกาศใช้แล้วส่งผลให้ศาลทหารปล่อยตัวสุธรรมและพวก รวมถึงบุญชาติ เสถียรธรรมมณี จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาลอาญา ซึ่งมีข้อหามาตรา 112 ด้วย
.
นอกจากการนิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง อีกกรณีสำคัญที่มีการนิรโทษกรรมให้กับคดีความผิดอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 คือ ข้อหา "คอมมิวนิสต์" โดยภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นิสิตนักศึกษาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จับปืนต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งหลังจาก “ป่าแตก” และภัยคอมมิวนิสต์ลดลงแล้ว ในปี 2532 ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำการอันเป็นความผิดแก่ความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532 โดยให้ถือว่าการกระทำดังนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 ได้รับการนิรโทษกรรม
.
(1) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (เช่น ความผิดฐานเป็นกบฏ ตามมาตรา 113 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต)
.
(2) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุด คือ 5-10 ปี
.
(3) กระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับความผิด (1) หรือ (2) ที่ไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
.
จึงอาจนับได้ว่า กลุ่มนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมกับ พคท. หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการนิรโทษกรรมในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วย และหลายคนยังกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของประเทศในปัจจุบัน เช่น ภูมิธรรม เวชชยะชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสุธรรม แสงประทุม สส. พรรคเพื่อไทย
.
ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าเรามีบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่าเคยมีการนิรโทษกรรมในคดี ม.112 และที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาแล้ว จึงไม่ผิดอะไรหากสภาฯ จะนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมคดีเหล่านี้เข้าพิจารณาอีกครั้งเพื่อความเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่ม
.
อ้างอิง
.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น