'เทวฤทธิ์' ห่วงยุบพรรคก้าวไกล ทำข้อต่อประชาชนกับระบบรัฐสภาเกิดปัญหา สะเทือนความสัมพันธ์นิติบัญญัติ-องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสื่อสารมวลชน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "ทันข่าววุฒิสภา" ทางวิทยุรัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล โดยระบุว่าคำวินิจฉัยในครั้งนี้จะส่งผลกระทบทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายภาคประชาชน
 
นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่าเมื่อมองพรรคการเมืองในฐานะสถาบันทางเมือง กระบวนการยุบพรรคทำให้ความหวัง ความต้องการของประชาชนที่เห็นว่าระบอบการเมืองหรือรัฐสภาสามารถดูดซับความหวัง ความไม่พอใจของประชาชนมาผลักดันเป็นกฎหมายเป็นนโยบายได้สะดุดไปหรือเปล่า ข้อต่อตรงนี้จะมีปัญหาต่อไปหรือไม่

แม้กระทั่งมูลเหตุในการยุบพรรคครั้งนี้ก็เป็นมูลเหตุของการเสนอนโยบายเพื่อใช้กระบวนการทางรัฐสภา คาบเกี่ยวทั้งพรรคการเมืองและกระบวนการทางรัฐสภา ถ้าหากการเสนอกฎหมายเป็นนโยบายเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาแล้วถูกตีตราว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ตนคิดว่าเรื่องนี้กระเทือนถึงกระบวนการนิติบัญญัติ รวมไปถึงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญญัติกับฝ่ายองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ต้องมาทบทวนกัน
 
นายเทวฤทธิ์ชี้ว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนว่าโทษยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองจำเป็นต้องแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดการยุบพรรคง่ายจนเกินไป อาจทำให้เห็นภาพ 'พรรคอะไหล่-พรรคสำรอง' ที่ตั้งขึ้นมาเป็นกลไกรองรับการยุบพรรค มันจึงขัดกับความหวังที่เราอยากให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง
สำหรับอนาคตของอดีตพรรคก้าวไกล พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่จะยังคงยืนยันนโยบายและผลักดันกฎหมายเดิม เพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงคาดหวังเรื่องนี้ และจะสามารถใช้พื้นที่สภาฯ ในฐานะสถาบันทางการเมืองดูดซับความไม่พอใจและความคาดหวังของประชาชนนอกสภาฯ และจะทำให้การแก้ไขปัญหาอย่างสันติเกิดขึ้นได้

"สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกความคิดได้แสดงความหวัง ความฝันของตัวเอง และความฝันเหล่านันควรมีพรรคการเมืองและกระบวนการนิติบัญญัติเป็นข้อต่อ ผมหวังว่าประชาชนจะไม่เสียศรัทธากับระบบการปกครองนี้" นายเทวฤทธิ์ กล่าว

นายเทวฤทธิ์ ยังกล่าวเสริมด้วยว่าคณะกรรมการเวนิซแห่งคณะมนตรีแห่งยุโรปที่ทางการไทยได้ไปเข้าร่วมนั้น ออกอนวปฏิบัติว่าด้วยการสั่งห้ามและยุบพรรคการเมืองและวิธีการที่ใกล้เคียง ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับการยุบพรรคระบุไว้ชัดว่า จะสามารถกระทำได้เฉพาะกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ แต่หากเป็นการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างสันตินั้นไม่ถือว่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการยื่นยุบพรรค อีกทั้งการยุบพรรคควรเป็นมาตรการสุดท้ายโดยควรพิจารณาว่าสามารถใช้มาตรการที่ร้ายแรงน้อยกว่านี้ได้หรือไม่ การลงโทษต้องอยู่ภายใต้หลักความได้สัดส่วน และหากต้องยุบต้องมีกระบวนการที่รับประกันความโปร่งใสและกระบวนการการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม เป็นต้น
 
อีกทั้งวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา คระกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพิ่งออกรายงานเรื่องข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ที่มองถึงอุปสรรค ข้อจำกัดและการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการต่าง ๆ เพื่อให้พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชน ทั้งการก่อตั้งและการดำเนินการที่ควรจะเกิดง่ายและอยู่ได้ รายงานดังกล่าวยังมีข้อเสนอทบทวนฐานความผิดและอัตราโทษสำหรับพรรคการเมืองให้มีความเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยเฉพาะทบทวนเงื่อนไขเรื่องการยุบพรรคให้สอดคล้องกับหลักสากล เปลี่ยนจากการลงโทษผ่านการยุบพรรคมาเป็นการลงโทษกรรมการบริหาร รายคณะหรือรายบุคคล หรือข้อหาเรื่องการล้มล้างการปกครองที่ส่งผลต่อการยุบพรรคก็ควรเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองและมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง อีกทั้งมีข้อเสนอยกเลิกการมีอยู่ของบทลงโทษเรื่องการเพิกถอนสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย เนื่องจากเป็นสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?